สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

มาตราฐานการปฎิบัติงาน

บทนำ

หลักการและเหตุผล

                   จากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 6 พ.ศ. 2552 ส่วนที่ 3 เรื่อง อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มาตรา 66 องค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมาตรา67 ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายองค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล

          1. จัดให้มี และบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก

          2. รักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดิน และที่สาธารณะ รวมทั้งกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล

          3. ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ

          4. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

          5. ส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

          6. ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

          7. คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

          8. บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญหาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

          9. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ราชการมอบหมาย

          โดยจัดสรรงบประมาณ หรือบุคลากรให้ตามความจำเป็นและสมควรตามบทบาทภารกิจของส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 6 พ.ศ. 2552 พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ประกอบกับหนังสือ กระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0892.4/ว 435 ลงวันที่ 11กุมภาพันธ์ 2548 กำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นวัดผลการบริหารและปฏิบัติราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อทราบผลสัมฤทธิ์ตรงตามเป้าหมายภารกิจ โดยจัดทำคู่มือกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานขององค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง มีเป้าประสงค์ในการนำมาตรการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักที่ได้มาใช้ในการปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริม พัฒนา ขยายหรือยุติการดำเนินการ ซึ่งบ่งชี้ว่ากระบวนการวิธีการจัดทำแผนหรือโครงการนั้นผลเป็นอย่างไร นำไปสู่ความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายวัตถุประสงค์หรือไม่ เพียงใด คู่มือการปฏิบัติงาน (Operating Manual) เป็นเครื่องมือที่สำคัญประการหนึ่งในการทำงานทั้งกับหัวหน้างานและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน จัดทำขึ้นไว้เพื่อจัดทำรายละเอียดของการทำงานในหน่วยงานออกมาเป็นระบบและครบถ้วน

คู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual)

          • เปรียบเสมือนแผนที่บอกเส้นทางการทำงานที่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของกระบวนการ

          • ระบุถึงขั้นตอนและรายละเอียดของกระบวนการต่าง ๆ ขององค์กรและวิธีควบคุมกระบวนการนั้น

          • มักจัดทำขึ้นสำหรับลักษณะงานที่ซับซ้อน มีหลายขั้นตอนและเกี่ยวข้องกับคนหลายคน

          • สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน

วัตถุประสงค์

          1. เพื่อให้หัวหน้าหน่วยงานได้มีโอกาสทบทวนภาระหน้าที่ของหน่วยงานของตนว่ายังคงมุ่งต่อจุดสำเร็จขององค์การโดยสมบูรณ์อยู่หรือไม่ เพราะจากสภาพการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจทำให้หน่วยงานต้องให้ความสำคัญแก่ภาระบางอย่างมากยิ่งขึ้น

          2. เพื่อให้หัวหน้าหน่วยงานจัดทำ/กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานหรือจุดสำเร็จของการทำงานของแต่ละงานออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้การทำงานเกิดประโยชน์ต่อองค์การโดยส่วนรวมสูงสุด และเพื่อใช้มาตรฐานการทำงาน/จุดสำเร็จของงานนี้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานต่อไปด้วย

          3. เพื่อให้การปฏิบัติงานในปัจจุบันเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้ทราบความคาดหวังอย่างชัดแจ้งว่า การทำงานในจุดนั้น ๆ ผู้บังคับบัญชาจะวัดความสำเร็จของการทำงานในเรื่องใดบ้าง ซึ่งย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปรับวิธีการทำงานและเป้าหมายการทำงานให้ตรงตามที่หน่วยงานต้องการได้และส่งผลให้เกิดการยอมรับผลการประเมินฯ มากยิ่งขึ้น เพราะทุกคนรู้ล่วงหน้าแล้วว่าทำงานอย่างไรจึงจะถือได้ว่ามีประสิทธิภาพ

          4. เพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับนโยบาย วิสัยทัศน์ ภารกิจและเป้าหมายขององค์กร เพื่อให้หัวหน้าหน่วยงานสามารถมองเห็นศักยภาพของพนักงาน เนื่องจากการทำงานทุกหน้าที่มีจุดวัดความสำเร็จที่แน่นอนเด่นชัด หัวหน้างานจึงสามารถใช้ทรัพยากรบุคคล ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ของการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน

          ประโยชน์ของคู่มือการปฏิบัติงานที่มีต่อองค์กรและผู้บังคับบัญชา

          1. การกำหนดจุดสำเร็จและการตรวจสอบผลงานและความสำเร็จของหน่วยงาน

          2. เป็นข้อมูลในการประเมินค่างานและจัดชั้นตำแหน่งงาน

          3. เป็นคู่มือในการสอนงาน

          4. การกำหนดหน้าที่การงานชัดเจนไม่ซ้ำซ้อน

          5. การควบคุมงานและการติดตามผลการปฏิบัติงาน

          6. เป็นคู่มือในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

          7. การวิเคราะห์งานและปรับปรุงงาน

          8. ให้ผู้ปฏิบัติงานศึกษางานและสามารถทำงานทดแทนกันได้

          9. การงานแผนการทำงาน และวางแผนกำลังคน

          10. ผู้บังคับบัญชาได้ทราบขั้นตอนและสายงานทำให้บริหารงานได้ง่ายขึ้น

          11. สามารถแยกแยะลำดับความสำคัญของงาน เพื่อกำหนดระยะเวลาทำงานได้

          12. สามารถกำหนดคุณสมบัติของพนักงานใหม่ที่จะรับได้ง่ายขึ้นและตรงมากขึ้น

          13. ทำให้บริษัทสามารถปรับปรุงระเบียบแบบแผนการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้นได้

          14. ยุติความขัดแย้งและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในการประสานระหว่างหน่วยงาน

          15. สามารถกำหนดงบประมาณและทิศทางการทำงานของหน่วยงานได้

          16. เป็นข้อมูลในการสร้างฐานข้อมูลของบริษัทต่อไปนี้

          17. การศึกษาและเตรียมการในการขยายงานต่อไปนี้

          18. การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายกับผลงานและปริมาณกำลังคนของหน่วยงานได้

          19. ผู้บังคับบัญชาบริหารงานได้สะดวก และรวดเร็วขึ้น

          20. เกิดระบบการบริหารงานโดยส่วนร่วมสำหรับผู้บังคับบัญชาคนใหม่ในการร่วมกันเขียนคู่มือ

 

ประโยชน์ของคู่มือการปฏิบัติงานที่มีต่อผู้ปฏิบัติงาน

          1. ได้รับทราบภาระหน้าที่ของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น

          2. ได้เรียนรู้งานเร็วขึ้นทั้งตอนที่เข้ามาทำงานใหม่/หรือผู้บังคับบัญชาที่มีต่อตนเองชัดเจน

          3. ได้ทราบความหวัง (Expectation) ของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อตนเองชัดเจน

          4. ได้รับรู้ว่าผู้บังคับบัญชาจะใช้อะไรมาเป็นตัวประเมินผลการปฏิบัติงาน

          5. ได้เข้าใจระบบงานไปในทิศทางเดียวกันทั้งหน่วยงาน

          6. สามารถช่วยเหลืองานซึ่งกันและกันได้

          7. เข้าใจหัวหน้างานมากขึ้น ทำงานด้วยความสบายใจ

          8. ไม่เกี่ยงงานกัน รู้หน้าที่ของกันและกันทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน

          9. ได้ทราบจุดบกพร่องของงานแต่ละขั้นตอนเพื่อนำมาปรับปรุงงานได้

          10. ได้เรียนรู้งานของหน่วยงานได้ทั้งหมด ทำให้สามารถพัฒนางานของตนเองได้

          11. มีขั้นตอนในการทำงานที่แน่นอน ทำให้การทำงานได้ง่ายขึ้น

          12. รู้จักวางแผนการทำงานเพื่อให้ผลงานออกมาตามเป้าหมาย

          13. สามารถใช้เป็นแนวทางเพื่อการวิเคราะห์งานให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

          14. สามารถแบ่งเวลาให้กับงานต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

          15. รู้ขอบเขตสายการบังคับบัญชาทำงานให้การประสานงานง่ายขึ้น

          16. ได้เห็นภาพรวมของหน่วยงานต่าง ๆ ในฝ่ายงานเดียวกันเข้าใจงานมากขึ้น

          17. สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะมีสิ่งที่อ้างอิง

          18. ได้รับรู้ว่าตนเองต้องมีการพัฒนาอะไรบ้างเพื่อให้ได้ตามคุณสมบัติที่ต้องการ

          19. ได้เรียนรู้และรับทราบว่าเพื่อนร่วมงานทำอะไร เข้าใจกันและกันมากขึ้น

          20. ได้รับรู้ว่างานที่ตนเองทำอยู่นั้นสำคัญต่อหน่วยงานอย่างไร เกิดความภาคภูมิใจ

ความหมายองค์การบริหารส่วนตำบล

          องค์การบริหารส่วนตำบล มีชื่อย่อเป็นทางการว่า อบต. มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.

2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงฉบับที่ 6 พ.ศ. 2552 โดยยกฐานะจากสภาตำบลที่มีรายได้โดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ล่วงมาติดต่อกันสามปีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าปีละหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท

(ปัจจุบัน ณ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558 มีองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งสิ้น 5,335 แห่ง)

รูปแบบองค์การ

          องค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วย สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล

          1. สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวนหมู่บ้านละสองคน ซึ่งเลือกตั้งขึ้นโดยราษฎร์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหมู่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนั้นกรณีที่เขตองค์การบริหารส่วนตำบลใดมีเพียงหนึ่งหมู่บ้านให้มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนหกคน และในกรณีมีเพียงสองหมู่บ้านให้มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล หมู่บ้านละสามคน

          2. องค์การบริหารส่วนตำบล มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หนึ่งคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

การบริหาร

          กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหาร อบต. (ม.58) ประกอบด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 1 คน และให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแต่งตั้งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 2 คน ซึ่งเรียกว่าผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลหรือผู้บริหารท้องถิ่น

อำนาจหน้าที่ของ อบต.

          อบต.มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542)

          1. พัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (มาตรา 66)

          2. มีหน้าที่ต้องทำตามมาตรา 67 ดังนี้

                   - จัดให้มีและบำรุงทางน้ำและทางบก

                   - การรักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล

                   - ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ

                   - ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

                   - ส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 

                   - ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุและพิการ

                   - คุ้มครอง ดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                   - บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

                   - ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมาย

          3. มีหน้าที่ที่อาจทำกิจกรรมในเขต อบต.ตามมาตรา 68 ดังนี้

                   - ให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตร

                   - ให้มีและบำรุงไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น

                   - ให้มีและบำรุงรักษาทางระบายน้ำ

                   - ให้มีและบำรุงสถานที่ประชุม การกีฬา การพักผ่อนหย่อนใจและสวนสาธารณะ

                   - ให้มีและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกร และกิจการสหกรณ์

                   - ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว

                   - บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพ

                   - การคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

                   - หาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ อบต.

                   - ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือ และท่าข้าม

                   - กิจการเกี่ยวกับการพาณิชย์

                   - การท่องเที่ยว

                   - การผังเมือง

อำนาจหน้าที่ตามแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ

          พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 กำหนดให้ อบต.มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามมาตรา 16 ดังนี้

          1. การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

          2. การจัดให้มี และบำรุงรักษาทางบกทางน้ำ และทางระบายน้ำ

          3. การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้าม และที่จอดรถ

          4. การสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น ๆ

          5. การสาธารณูปการ

          6. การส่งเสริม การฝึก และการประกอบอาชีพ

          7. คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

          8. การส่งเสริมการท่องเที่ยว

          9. การจัดการศึกษา 

          10. การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส

          11. การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

          12. การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัด และการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย

          13. การให้มี และบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

          14. การส่งเสริมกีฬา

          15. การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน

          16. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรการพัฒนาท้องถิ่น

          17. การรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

          18. การกำจัดมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และน้ำเสีย

          19. การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล

          20. การให้มี และควบคุมสุสาน และการรักษาพยาบาล

          21. การควบคุมการเลี้ยงสัตว์

          22. การจัดให้มี และควบคุมการฆ่าสัตว์

          23. การรักษาความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการอนามัย โรงมหรสพ และสาธารณสถานอื่น ๆ

          24. การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

          25. การผังเมือง

          26. การขนส่ง และการวิศวกรรมจราจร

          27. การดูแลรักษาที่สาธารณะ

          28. การควบคุมอาคาร

          29. การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

          30. การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกิจอื่นใด ที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

บทบาทหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

          บทบาทภารกิจตามพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ส่วนที่ 3 เรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มาตรา 66 กำหนดให้ "องค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม" ซึ่งถือได้ว่า เป็นกรอบภาระหน้าที่หลักของ อบต. เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น มาตรา 289 บัญญัติว่า "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

ย่อมมีหน้าที่ บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น" และ "องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาอบรมของรัฐ..." นอกจากนี้ มาตรา 290 ยังได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ตน เพื่อการส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ดังนั้น กรอบภาระหน้าที่ของ อบต. จึงครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ (รวมถึงการส่งเสริมอาชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน และอื่น ๆ) ด้านสังคม และวัฒนธรรม (รวมถึงการสาธารณสุข การส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การศึกษาอบรม ศิลปะจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอื่นๆ ) ซึ่งปรากฏอยู่ในบทบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารตำบล พ.ศ.2537 โดยกำหนดเป็นภารกิจหน้าที่ที่ต้องทำและอาจทำ

          1. องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรม (มาตรา 66)

          2. องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีหน้าที่ต้องทำในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล ดังต่อไปนี้

(มาตรา 67)

                   (1) จัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำ

                   (2) การรักษาความสะอาดของถนน ทางน้ำ ทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล

                   (3) ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ

                   (4) ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

                   (5) ส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

                   (6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุและพิการ

                   (7) คุ้มครอง ดูแลและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                   (8) บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

                   (9) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ทางราชการมอบหมาย โดยจัดสรรงบประมาณหรือบุคลากรให้

ตามความจำเป็นและสมควร (ความเดิมในมาตรา 68 (8) ถูกยกเลิกและใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว โดยมาตรา 14และเพิ่มเติม (9) โดยมาตรา 15 ของ พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 (ตามลำดับ)

          3. องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาจทำให้เขตองค์การบริหารส่วนตำบล ดังต่อไปนี้

(มาตรา 68)

                   (1) ให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและการเกษตร

                   (2) ให้มีและบำรุงไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น

                   (3) ให้มีและบำรุงรักษาทางระบายน้ำ

                   (4) ให้มีและบำรุงสถานที่ประชุม การกีฬา การพักผ่อนหย่อนใจและสวนสาธารณะ

                   (5) ให้มีและส่งเสริมกลุ่มเกษตรกร และกิจการสหกรณ์

                   (6) ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว

                   (7) บำรุงและส่งเสริมการประกอบอาชีพ

                   (8) การคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

                   (9) หาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ อบต.

                   (10) ให้มีตลาด ท่าเทียบเรือ และท่าข้าม

                   (11) กิจการเกี่ยวกับการพาณิชย์

                   (12) การท่องเที่ยว

                   (13) การผังเมือง

  (ความเดิมในมาตรา 68 (12) และ (13) เพิ่มเติมโดยมาตรา 16 ของ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542

 

บทที่ 1

สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐานของ   

องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

 

สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ

 

แผนที่ องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

  

1. สภาพภูมิประเทศ / ข้อมูลพื้นฐาน

1.1 ที่ตั้ง   องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง ตั้งอยู่ที่ เลขที่  3  หมู่ที่ 11  บ้านนาเลียง  ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม  ห่างจากอำเภอนาแก   12  กิโลเมตร

1.2  เนื้อที่

จำนวน  12,273  ไร่  คิดเป็น  40.77  ตารางกิโลเมตร  มีพื้นที่การเกษตร   10,236 ไร่

                   1.3 ภูมิประเทศ  เป็นที่ราบลุ่ม

                             ทิศเหนือ         จด      อำเภอปลาปาก

                             ทิศใต้                       จด      ตำบลหนองสังข์

                             ทิศตะวันออก     จด      ตำบลพระซอง

                             ทิศตะวันตก      จด      ตำบลโคกสี

                   1.4   จำนวนหมู่บ้าน  มีจำนวน  12  หมู่บ้าน  ดังนี้

          หมู่ที่    1        บ้านนาเลียง

          หมู่ที่    2        บ้านนาฮุม

          หมู่ที่    3        บ้านนามน

          หมู่ที่    4        บ้านหนองกระบี่

          หมู่ที่    5        บ้านหนองคอง

          หมู่ที่    6        บ้านนาอุดม

          หมู่ที่    7        บ้านโพนสวรรค์

          หมู่ที่    8        บ้านนาเลียงน้อย

          หมู่ที่    9        บ้านนาสามัคคี

          หมู่ที่    10      บ้านนาเจริญ

           หมู่ที่   11      บ้านโพนทอง

          หมู่ที่    12      บ้านทุ่งตะวัน

1.5 ประชากรและครัวเรือน

-  ประชากรทั้งสิ้น         จำนวน              4,106  คน  แยกเป็น

-  ชาย                     จำนวน            2,066           คน 

-  หญิง                     จำนวน           2,040     คน

-  ครัวเรือนทั้งสิ้น         จำนวน             1,105  ครัวเรือน

-  ผู้สูงอายุ                 จำนวน           335    คน

-  ผู้พิการ                  จำนวน            131  คน

 -  ผู้ป่วยเรื้อรัง/ผู้ป่วยเอดส์ จำนวน               5   คน

 

ตารางข้อมูลจำนวนประชากรและจำนวนครัวเรือน

ในเขต องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง เปรียบเทียบในปีที่ผ่านมา

 

หมู่

บ้าน

ปี พ.ศ.  2557

ปี พ.ศ.  2558

ปี พ.ศ.  2559

ครัว

เรือน

ชาย

หญิง

รวม

ครัว

เรือน

ชาย

หญิง

รวม

ครัว

เรือน

ชาย

หญิง

รวม

1

นาเลียง

99

211

210

421

103

213

205

418

112

205

204

409

2

นาฮุม

51

97

98

195

55

116

111

227

62

114

113

227

3

นามน

45

94

76

170

75

174

147

321

87

177

147

324

4

หนองกระบี่

59

140

126

266

81

161

135

296

74

163

136

299

5

หนองคอง

113

207

223

430

155

305

299

604

106

308

295

603

6

นาอุดม

52

104

111

215

55

121

119

240

71

126

124

250

7

โพนสวรรค์

58

119

127

246

58

123

128

260

75

133

132

265

8

นาเลียงน้อย

63

122

152

274

74

138

168

306

75

135

167

302

9

นาสามัคคี

116

234

233

467

128

249

250

499

139

258

259

517

10

นาเจริญ

76

169

157

326

79

163

159

322

90

159

158

317

11

โพนทอง

56

109

120

229

87

166

177

343

98

167

175

342

12

ทุ่งตะวัน

41

93

87

180

57

123

132

255

62

121

130

251

รวม

 

829

1,699

1,720

3,419

1,007

2,061

2,030

4,091

     1,105

2,066

2,040

4,106

 

ที่มา  : ทะเบียนราษฎร์ของแต่ละหมู่บ้าน   ข้อมูล  ณ  เดือน  พฤษภาคม 2559

รายชื่อแกนนำหมู่บ้าน ตำบลนาเลียง  อำเภอนาแก  จังหวัดนครพนม

หมู่

ตำแหน่ง

กำนัน / ผู้ใหญ่บ้าน

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

ประธานประชาคม

1

นายวีระ  พ่อชมภู

1.  นายไพรัตน์  วังทะพันธ์

2. นายมานพ  พ่อพันดร

นายพิเชษฐ์ บริโปร

2

นายพงษ์ศักดิ์  พ่อชมภู

1.  นายปรีชา  เสนาจันทร์

2.  นายวีระศักดิ์  ไกยะฝ่าย

นายศรีจันทร์  โสมชิน

3

นายอนุช  บัวทองจันทร์

1.  นายบุญศรี  อินธิแสง

2.  นายวิลัย  พรมพ่อ

นายวิลัย  พรมพ่อ

4

นายมุข  หงษาหลวง

1.  นายสมบูรณ์  เสนาคำ

2.  นายนิติศักดิ์  จิตรมาตย์

นายอดุลย์  อินทร์โสม

5

นายบุญเริ่ม  แสนสามารถ

  1. นายสมาน  แสนสามรถ
  2. นางรันต์ดร  พ่อศรีชา

นายไทย  พ่อชมภู

6

นายวิชัย  พ่อจันดา

1.  นายสีมมา  ภาวะดี

2.  นายประภาส  บัวทองจันทร์

นายบัวเรียน  เดือนจันทร์

7

นายวาหลิต  เชื้อพระซอง

1.  นายอุดร คนครอง

2  นายอดิศักดิ์  ยตะโคตร

นายกานิน  เสนาคำ

8

นายทรัพย์  คนครอง

1. นายสุวรรณ  เสนาคำ

2. นางสาวสมใจ  ชาเทราช

นายถวิล  จันทร์ชัยภูมิ

9

นายสุพจน์  พ่อลื้อ

1.  นายดนตรี  พ่อลิละ

2.  นายวีระชัย  สายธาณีย์

ด.ต. อำนาจ  ฉายากุล

10

นายสุรชาติ  บริโป

1.  นายสีดา  สารวัตอีด

2.  น.ส.ทิพวรรณ  พ่อชมภู

นายแถว  อินปากดี

11

นายตัก  พ่อชมภู

(กำนันตำบลนาเลียง)

1.  นายทองดี  พ่อวงค์

2.  นายอุ๊ต  โสภาพรม

นายจอม  แสนเครือ

 

12

นายชวน  นามวงค์

1. นายหมวน   อินทร์กอง

2.  นางสาวสิมลี  บัวทองจันทร์

นายพันธ์  โพธิ์ชัย

 

  1.     สภาพทางเศรษฐกิจ

 

 2.1 อาชีพ   ประชาชนตำบลนาเลียงประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และปลูกพืชไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยวและเลี้ยงสัตว์เช่น  วัว ควาย  บางส่วนรับจ้าง

                 2.2 หน่วยธุรกิจในเขต อบต.

ธนาคาร หมู่บ้าน           จำนวน       3   แห่ง

ปั๊มน้ำมัน                  จำนวน       5  แห่ง

สถานีบริการน้ำมัน        จำนวน       -   แห่ง

โรงสีขนาดเล็ก              จำนวน      17  แห่ง

ร้านค้า                      จำนวน     21   แห่ง

ร้านเสริมสวย              จำนวน       4  แห่ง

ร้านซ่อมรถจักยานยนต์   จำนวน       1  แห่ง

 

  1. 3.     สภาพทางสังคม

3.1  การศึกษา

3.1.1  ระดับการศึกษาก่อนวัยเรียน

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน  จำนวน  3  แห่ง

ชื่อศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

สถานที่ตั้ง

จำนวนเด็ก(คน)

ครูผู้ดูแลเด็ก

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาเลียง

บ้านนาเลียง  หมู่ที่  1

30

1.  นางสาวจิราภรณ์  จันอังคาร

2.  นางสาวสง่า  พ่อชมภู

3.  นางรัชดาวรรณ  พ่อสิงห์

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาอุดม

บ้านนาอุดม  หมู่ที่  6

23

1.นางแสงจันทร์ บัวทองจันทร์

2.  นางสาวรัศมี  จันทร์หอม

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดม่วงสุม

บ้านนามน    หมู่ที่  3

25

1.นางวลัยลักษณ์  ตะภาวดี

2.นางสาวจันทร  นนทะโคตร

รวม

78

 

  ข้อมูล  :  ณ  เดือน  เมษายน  2559

.1.2  ระดับประถมศึกษา

ชื่อโรงเรียน

สถานที่ตั้ง

จำนวนนักเรียน(คน)

รวม

ก่อน ป.

ป.1

ป.2

ป.3

ป.4

ป.5

ป.6

*ม.1-3

โรงเรียนบ้านนาเลียง

บ้านนาเลียง หมู่ที่ 1

25

9

21

23

15

28

18

63

19

โรงเรียนนาฮุมอุดมสวรรค์สามัคคี

บ้านนาอุดม หมู่ที่ 2

20

10

6

16

9

10

14

-

85

โรงเรียนบ้านนามนดงติ้ววิทยา

บ้านนามน  หมู่ที่ 3

18

4

10

6

5

3

8

-

54

โรงเรียนบ้านหนองคอง

บ้านหนอง

คอง หมู่ 5

17

6

6

8

7

8

12

-

64

รวม

80

29

43

53

36

49

52

-

222

*   โครงการขยายโอกาสทางการศึกษานำร่อง

 

ที่มา  :  สถานศึกษาโรงเรียน ทั้ง  4  แห่ง    ณ    เดือน  มิถุนายน   2559

3.2  สถาบันองค์กรทางศาสนา

วัด/สำนักสงฆ์                                 จำนวน     9     แห่ง

โบสถ์                                          จำนวน     0     แห่ง

ศาลเจ้า                                       จำนวน     1     แห่ง     ดังนี้

1.  วัดโพธิ์เจริญ                                หมู่  1  บ้านนาเลียง     

2.  วัดโพนสวรรค์                              หมู่  2  บ้านนาฮุม

3.  วัดม่วงสุม                                   หมู่  3  บ้านนามน

4.  วัดวิเวกจิตตะมาลัย                        หมู่  4  บ้านหนองกระบี่

5.  วัดคำพินิวรรณ                                       หมู่  5  บ้านหนองคอง

6.  สำนักสงฆ์ศรีสมภารวนาราม               หมู่  5  บ้านหนองคอง

7.  วัดแจ้งแสงอรุณ                            หมู่  6  บ้านนาอุดม

8.  วัดแก้วศรีชันดา                            หมู่  7  บ้านโพนสวรรค์

9.  วัดไตรมิตรสร้างแป้นสามัคคีธรรม         หมู่  9  บ้านนาสามัคคี

                   3.1.3   ระดับมัธยมศึกษา /  เตรียมอุดมศึกษา       ไม่มี

3.1.4        ไม่กำหนดระดับการศึกษา

-  ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน / ที่อ่านหนังสือพิมพ์  จำนวน    3    แห่ง

-  ศูนย์การเรียนรู้  จำนวน    4   แห่ง

3.3  สาธารณสุข

โรงพยาบาลของรัฐ                            จำนวน     0    แห่ง

โรงพยาบาลสุขภาพชุมชนตำบลนาเลียง     จำนวน     1     แห่ง    

สถานีอนามัย                                    จำนวน    0   แห่ง

                                          -16-

 

สถานพยาบาลเอกชน                           จำนวน            0     แห่ง

ร้านขายยาแผนปัจจุบัน                                จำนวน     0     แห่ง

อัตราการมีและใช้ส้วมราดน้ำอัตราร้อยละ   100

3.4  ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน

สถานีตำรวจ                           จำนวน            0     แห่ง

สถานีดับเพลิง                          จำนวน       0          แห่ง

ศูนย์ อปพร.                         จำนวน      1   แห่ง

4. การบริการในพื้นที่

4.1  การคมนาคม

     -   ลักษณะการคมนาคมในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง ส่วนใหญ่เป็นถนน

         ลูกรังเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน มีถนน รพช.สายนาเหนือ หนองสะโน  ตัดผ่าน

         ม.8  ม.9   ม.10 ม.5  การคมนาคมไม่สะดวกนัก

4.2  การโทรคมนาคม

- ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข    จำนวน    1      แห่ง

- สถานที่โทรคมนาคมอื่นๆ     จำนวน    0      แห่ง

4.3  การไฟฟ้า

-         ทุกหลังคาเรือน ที่อยู่ในชุมชนในหมู่บ้าน นั้นจะมีไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือนแต่มีจำนวนหนึ่งที่ปลูกบ้านห่างชุมชน ปลูกบ้านตามที่สวน ที่นา จะยังไม่มีไฟฟ้าใช้

4.4  แหล่งน้ำธรรมชาติ

- ลำห้วย                          จำนวน       6      แห่ง

     1.ห้วยแสง หมู่ 1                     2. ห้วยวังแสง  หมู่ 3

       3.ห้วยเชิง หมู่ 5,9,8                4.ห้วยวังแคน หมู่ 6

       5. ห้วยวังม่วง  หมู่ 12

- บึง / หนอง                             จำนวน      12  แห่ง

4.5  แหล่งน้ำที่สร้างขึ้น

- ฝาย                           จำนวน       -   แห่ง

- บ่อน้ำสาธารณะ              จำนวน       -   แห่ง

-  บ่อบาดาลสาธารณะ         จำนวน         8     แห่ง         

- ระบบประปาหมู่บ้าน         จำนวน       10 แห่ง

5. ข้อมูลอื่น ๆ

มวลชนจัดตั้ง

-          ลูกเสือชาวบ้าน       2        รุ่น      300    คน

-          กลุ่มเกษตรทำนา      1        กลุ่ม     202    คน

-          กลุ่มกองทุนหมุนเวียน          12      หมู่บ้าน

-           กลุ่มอาชีพเสริม                           5        กลุ่ม

ส่วนที่   3

ผลการพัฒนาท้องถิ่นในปีที่ผ่านมา

 

3.1  สรุปสถานการณ์การพัฒนา

ปัจจัยและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนา

          ผลการวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อประเมินสถานภาพการพัฒนาในปัจจุบันและโอกาสการพัฒนาในอนาคตขององค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง ด้วยเทคนิค SWOT analysis

 

3.1.1  การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของประชาชน

 

ชื่อปัญหา

สภาพปัญหา

พื้นที่เป้าหมาย

แนวโน้มในอนาคต

1.  ปัญหาด้านเศรษฐกิจและความยากจน

 

1.  ประชาชนมีความยากจน มีภาระหนี้สินมาก เนื่องจากยังขาดการวางแผนการประกอบอาชีพที่ดี

ทุกหมู่บ้าน

-  ความเจริญของโลกทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลง การวางแผนชีวิตที่ดีจะทำให้อยู่รอดในสังคม

2.  ขาดอาชีพเสริมนอกฤดูทำนา ไม่มีอาชีพที่แน่นอน ทำให้ขาดโอกาสที่จะพัฒนาและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน หรือชุมชน

ทุกหมู่บ้าน

-  สภาพอากาศ  เปลี่ยนแปลงไป การพึ่งพาการเกษตรตามฤดูกาลอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างชุมชนเข้มแข็ง

3.  การขาดการรวมกลุ่มเพื่อประกอบอาชีพ  ซึ่งกลุ่มนับว่าเป็นพลังสำคัญในระบบเศรษฐกิจของชุมชน

ทุกหมู่บ้าน

-  ระบบการผลิตแบบกลุ่มจะช่วยให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันได้ดีกว่าทั้งด้านต้นทุน  แรงงาน  และผลผลิต

4.  การขาดเงินทุนประกอบอาชีพ

ทุกหมู่บ้าน

-  การส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็งและยั่งยืน

5.  การขาดความสนใจ จริงใจ จริงจังของประชาชนในพื้นที่เอง ในการเอาใจใส่หรือสนใจกับโครงการช่วยเหลือของภาครัฐ ทำให้โครงการที่รัฐส่งเสริมไม่ประสบความสำเร็จ

ทุกหมู่บ้าน

-  โครงการส่งเสริมต่าง ๆ ที่รัฐจัดให้กับชุมชน  จะประสบความสำเร็จมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ร่วมใจ  ทัศนคติของแต่ละชุมชน

 

ชื่อปัญหา

สภาพปัญหา

พื้นที่เป้าหมาย

แนวโน้มในอนาคต

2.  ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน

1.  เส้นทางการคมนาคมระหว่างหมู่บ้านหรือระหว่างตำบล ไม่สะดวก

ทุกหมู่บ้าน

-  การกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ทำให้ท้องถิ่นเป็นหน่วยราชการที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาเส้นทางการคมนาคมให้มีความสะดวก

2.  ถนนเพื่อการลำเลียงผลการผลิตทางการเกษตรไม่เพียงพอทำให้การลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรไม่สะดวก ล่าช้า

ทุกหมู่บ้าน

-  การเกษตรยังเป็นพื้นฐานหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ  ซึ่งหากระบบเศรษฐกิจของประเทศระดับรากหญ้ามีความแข็งแกร่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศแข็งแกร่ง

-  การพัฒนาระบบขนส่งการลำเลียงผลผลิตจะช่วยให้ผลผลิตออกสู่ตลาดได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทันต่อความต้องการของผู้บริโภค

3.  ขาดแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคที่เพียงพอ โดยเฉพาะใน ฤดูแล้ง จะรุนแรงมาก

หมู่บ้านที่ยัง

ไม่มีประปา

-  น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต

ท้องถิ่นต้องดูแลจัดหาให้เพียงพอ

4.  ระบบไฟฟ้ายังไม่ทั่วถึงโดยเฉพาะครัวเรือนที่ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน

ทุกหมู่บ้าน

-  ระบบพลังงานทดแทนจะมีบทบาทสำคัญในอนาคตโดยเฉพาะไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะสามารถแก้ปัญหาสำหรับพื้นที่ห่างไกลคู่สายไฟฟ้า

5.  ไฟฟ้าสาธารณะยังไม่เพียงพอ สำหรับจุดที่จำเป็นต้องติดตั้ง

ทุกหมู่บ้าน

-  ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนับวันยิ่งรุนแรงขึ้น การติดตั้งไฟฟ้าสาธารณะ สามารถลดปัญหาได้ระดับหนึ่ง

6.  ขาดระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดี  เนื่องจากในฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วม และในฤดูแล้งจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

ทุกหมู่บ้าน

-  การสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ ถือว่าเป็นการเตรียมรับมือกับปัญหาน้ำท่วมหรือขาดแคลนน้ำได้ดีที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นการสร้างที่กักเก็บน้ำ  การสร้างระบบชลประทาน การสร้างระบบระบายน้ำ

7.  การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่มีอยู่ไม่คุ้มค่า

ทุกหมู่บ้าน

-  การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ จะช่วยให้ชุมชนรู้จักวิธีการหารายได้ พึ่งตนเอง  พึ่งทรัพยากรที่มีอยู่  ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเศรษฐกิจ พอเพียงที่จะเป็นทางออกที่สำคัญของโลกในอนาคต

 

 

 

 

                                                             -19-

 

ชื่อปัญหา

สภาพปัญหา

พื้นที่เป้าหมาย

แนวโน้มในอนาคต

3.  ปัญหาด้านสังคมและสาธารณสุข

1.  ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเอดส์ ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการดูแล  ทำให้ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก

ทุกหมู่บ้าน

-  ระบบครอบครัวมีแนวโน้มเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น  สภาวะทางเศรษฐกิจจะบีบรัดให้แต่ละคนมุ่งเอาตัวรอดและเห็นแก่ตัว

2.  การแพร่ระบาดของยาเสพติด ยังคงมีอยู่ในสังคม  เนื่องจากขาดความต่อเนื่องในการปราบปรามและป้องกันปัญหา

ทุกหมู่บ้าน

-  มีการพัฒนาวิธีการขนส่งยาเสพติดรูปแบบใหม่  ทำให้ยากแก่การป้องกันและสกัดกั้น  วิธีที่จะบรรเทาปัญหาได้ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม  โดยเน้นที่สถาบันครอบครัว

3.  ประชาชนยังขาดความรู้และความเข้าใจในการป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ทำให้ยากแก่การป้องกัน

ทุกหมู่บ้าน

-  ความเจริญของโลกทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลง การวางแผนชีวิตที่ดีจะทำให้อยู่รอดในสังคม

4.  ประชาชนยังขาดความสนใจในการรักษาสุขภาพ และปัญหาด้านสุขอนามัย

ทุกหมู่บ้าน

-  ความเจริญของโลกทำให้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลง การวางแผนชีวิตที่ดีจะทำให้อยู่รอดในสังคม

5.  การทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น  มีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน  เนื่องจากค่านิยม การเลียนแบบ ที่ผิด ๆ

ทุกหมู่บ้าน

-  โครงการส่งเสริมต่าง ๆ ที่รัฐจัดให้กับชุมชน จะประสบความสำเร็จมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ  ร่วมใจ ทัศนคติของแต่ละชุมชน

4.  ปัญหาด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม

การกีฬาและนันทนาการ

1.  การศึกษาในระดับก่อนวัยเรียนยังขาดสื่อและอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย  และเหมาะสมกับการพัฒนาการในวัยนี้

ศพด. 3 แห่ง

-  สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญต่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ว่าจะมีความรู้ก้าวไกล เท่าทันต่อโลกเพียงใด

2.  ประชาชนยังขาดแคลนแหล่งเรียนรู้ที่เป็นการศึกษาตาม อัธยาศัย  หรือการศึกษานอกระบบ  ทำให้ยังมีความรู้ที่ล้าหลัง  ไม่ทันเหตุการณ์บ้านเมือง

ทุกหมู่บ้าน

-  การศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด  การศึกษานอกระบบ จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างกระบวนการคิดและการเรียนรู้ในชุมชน ทำให้เกิดการค้นพบศักยภาพของตนเอง

3.  การเสื่อมศีลธรรมทางศาสนาของคนทำให้ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมหลายเรื่องตามา

ทุกหมู่บ้าน

-  วัตถุนิยมเข้ามาครอบงำสังคม  ทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคม  สมควรที่จะส่งเสริมให้เกิดศีลธรรมโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องยืดเหนี่ยวจิตใจ

ชื่อปัญหา

สภาพปัญหา

พื้นที่เป้าหมาย

แนวโน้มในอนาคต

 

4.  วัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงาม  ภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มสูญหายเนื่องจากไม่ได้รับความสนใจ จากเยาวชนรุ่นหลัง

ทุกหมู่บ้าน

-  วัฒนธรรมที่สั่งสมมาแต่โบราณจนเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นจะสูญหายไปหากไม่มีการดำรงรักษาไว้

5. ประชาชนในพื้นที่ขาดการตื่นตัวในการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ

ทุกหมู่บ้าน

-  การกีฬาจะพัฒนาเข้าสู่ระบบอาชีพมากขึ้น  การเล่นกีฬาในอนาคตจะสามารถยึดเป็นอาชีพได้หรือการกีฬาจะสามารถสร้างสุขภาพที่ดีให้เกิดขึ้นได้  จึงสมควรที่จะมีการสนับสนุนการเล่นกีฬาในทุกรูปแบบ

5.  ปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยว

1.  พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข หรือฟื้นฟู

ทุกหมู่บ้าน

-  หากไม่มีการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม คุณภาพของดินจะเสื่อมถอย

2.  พื้นที่ป่าสีเขียวลดน้อยลง  เนื่องจากการบุกรุกถางป่า

ทุกหมู่บ้าน

-  หากยังมีการทำลายป่าไปเรื่อย ๆ จะทำให้เกิดปัญหาระบบนิเวศ  ปัญหาฝนแล้ง  ปัญหาน้ำท่วม  น้ำป่าไหลหลาก

3.  ขยะและสิ่งปฏิกูล ถือว่าเป็นสิ่งที่กำลังจะสร้างปัญหาให้กับสังคมชนบท  หากไม่มีการวางแผนที่ดีจะกลายเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไข

ทุกหมู่บ้าน

-  ควรจะมีการสร้างระบบบริหารจัดการกำจัดขยะอย่างถูกวิธี โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม  เนื่องจากนับวันปริมาณขยะที่กำจัดยา ขยะมลพิษจะยิ่งมากขึ้น

4.  สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในพื้นที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา  หรือปรับปรุงให้เป็นที่รู้จัก

หมู่ 1, หมู่ 3

-  การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะเป็นที่นิยมมากขึ้น  สมควรที่จะมีการพัฒนาหรือดึงศักยภาพที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

5.  ประชาชนยังไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร  กับการที่จังหวัดนครพนมเป็นเมืองท่องเที่ยว เนื่องจากขาดการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว

ทุกหมู่บ้าน

-  การเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของแต่ละท้องถิ่น  จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชนบท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                      -22-

 

ชื่อปัญหา

สภาพปัญหา

พื้นที่เป้าหมาย

แนวโน้มในอนาคต

6.  ปัญหาด้านการเมืองการบริหารและการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น

1.  ประชาชนยังขาดกระบวนการเรียนรู้ด้านการเมืองการปกครอง ทำให้กระบวนการตรวจสอบทางการเมืองยังอ่อนแอ

ทุกหมู่บ้าน

-  การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยประชาชน  เพื่อประชาชน  ดังนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเมืองการปกครองจะทำให้สังคมเกิดความสมดุล

2.  ประชาชนยังขาดความสนใจในด้านการมีส่วนร่วม ด้านการเมืองการปกครอง  และการบริหารหรือพัฒนาท้องถิ่นทำให้การดำเนินการเป็นเพียงการแก้ปัญหาของบุคคลบางกลุ่ม

ทุกหมู่บ้าน

-  การพัฒนาและการแก้ปัญหาหรือการวางแผนกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

3.  ประชาชนไม่เข้าใจระบบบริหารงานของ อบต. ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการติดต่อ ประสานงาน

ทุกหมู่บ้าน

-  อบต. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและนับวันภารกิจจะเพิ่มมากขึ้น  ดังนั้น  การสร้างความเข้าใจกับประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

4.  ข้าราชการหรือพนักงาน ต้องปรับปรุงกระบวนการทำงาน ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการประชาชนได้ดีที่สุด  มากกว่าที่เป็นอยู่

พนักงานส่วนตำบล,พนักงานจ้าง

-  การบริการที่ดีขององค์กรเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของผู้รับบริการ  ดังนั้น ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานต้องมีจิตสำนึกในการให้บริการที่ดี

5.  ระบบบริหารจัดการของภาครัฐยังมีกฎระเบียบที่มาก  ทำให้การบริการประชาชนยังขาดความคล่องตัวและมีขั้นตอนมาก

พนักงานส่วนตำบล,พนักงานจ้าง

-  การอธิบายและการประชาสัมพันธ์การทำความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ทราบถึงบทบาทและวิธีการบริหารงานวิธีการทำงานขององค์กร

 

3.1.2   การวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อประเมินสภาพการพัฒนาในปัจจุบันและโอกาสพัฒนาในอนาคตของ

           องค์การบริหารส่วน ตำบลนาเลียง ด้วยเทคนิค  SWOT Analysis

           ( จุดแข็ง  จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค)

 

                   การวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อประเมินสภาพการพัฒนาในปัจจุบัน  และโอกาสในการพัฒนาใน อนาคตขององค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง  เป็นการประเมินถึงโอกาสและภาวะคุกคามหรือข้อจำกัดอันเป็นสภาวะแวดล้อมภายในที่มีผลการต่อการพัฒนาท้องถิ่น  รวมถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของท้องถิ่น อันเป็นสภาวะแวดล้อมภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยในเทคนิคการ SWOT Analysis  เพื่อพิจารณาศักยภาพการพัฒนาของแต่ละยุทธศาสตร์ 

1.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาความยากจน

จุดแข็ง

(Streng = S)

จุดอ่อน

(Weakness = W)

โอกาส

(Opportunity =O)

อุปสรรค

(Threat  = T)

1.  บุคลากร อบต. นาเลียง มีบุคลากรอยู่ในระดับที่พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายการบริหารงานของผู้บริหาร

2.  งบประมาณ ต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก

3.  เทคนิคการทำงาน ส่วนมากเป็นงานที่ไม่ต้องใช้เทคนิคและวิธีการทำงานในระดับสูง

 

1.  ระบบฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจและความยากจนไม่ถูกต้อง  ไม่ชัดเจน  ประชาชนให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

2.  ประชาชนยังขาดความสนใจ และขาดความจริงใจหรือตั้งใจจริงในโครงการที่รัฐจัดให้ความช่วยเหลือ

 

 

1.  การแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติที่รัฐบาลส่งเสริม

 

2.  การแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดนครพนม  โอกาสที่จะได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณมีมาก

1.  การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและความยากจน  เป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ส่วนที่ต้องประสานงานกัน  ถึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์

2.  ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  ค่อนข้างมาก ทำให้การดำเนินงานไม่คล่องตัว  เกิดความล่าช้าในการทำงาน  ประชาชนจึงเกิดความเบื่อหน่าย

2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน

จุดแข็ง

(Streng = S)

จุดอ่อน

(Weakness = W)

โอกาส

(Opportunity =O)

อุปสรรค

(Threat  = T)

1.  ประชาชนมีความต้องการสูง ผู้บริหาร สนับสนุนแนวคิดและกำหนดนโยบายการพัฒนาในด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

2.  มีบุคลากรที่พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายการบริหารงาน

3.  งบประมาณ ต้นทุน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก โดยเฉพาะการก่อสร้างถนนลูกรัง

1.  โครงการขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณสูง   บางโครงการ  อบต. นาเลียง ไม่สามารถดำเนินโครงการได้

1.  รัฐบาล ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น  ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ

2.  พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. มีหน้าที่ในการจัดการระบบบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น โดยที่หน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายโอนภารกิจให้แก่ อบต.

1.  โครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง หรือความชำนาญเป็นพิเศษ  อบต. นาเลียง ยังไม่มีความชำนาญและบุคลากร

3.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสังคมและสาธารณสุข

จุดแข็ง

(Streng = S)

จุดอ่อน

(Weakness = W)

โอกาส

(Opportunity =O)

อุปสรรค

(Threat  = T)

1.  ด้านการบริหารจัดการ ผู้บริหาร สนับสนุนแนวคิดและกำหนดนโยบายการพัฒนาในด้านสังคมและสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

2.  บุคลากร อบต. นาเลียง มีบุคลากรและอัตรากำลัง จำนวนและคุณวุฒิ อยู่ในระดับที่จะดำเนินการตามนโยบายการบริหารงาน

3.  งบประมาณ ต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก

4.  เทคนิคการทำงาน  ส่วนมากเป็นงานที่ไม่ต้องใช้เทคนิคและวิธีการทำงานในระดับสูง

1.  ระบบฐานข้อมูลด้านสังคมและสาธารณสุขไม่ถูกต้อง  ไม่ชัดเจน  ประชาชนให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

2.  ประชาชนยังขาดความสนใจ และมีความจริงใจ  หรือตั้งใจจริงในโครงการที่รัฐจัดให้ความช่วยเหลือ

3.  ยังไม่มีบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมารับผิดชอบงานด้านสังคม

1.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสังคมและการสาธารณสุขเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติที่รัฐบาลส่งเสริม

2.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสังคมและสาธารณสุขเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครพนม  โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณมีมาก

 

 

 

 

 

 

1.  การแก้ไขปัญหาด้านสังคมและการสาธารณสุข  เป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ส่วนที่ต้องประสานงานกัน  ถึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์

2.  ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ค่อนข้างมากทำให้การดำเนินงานไม่คล่องตัว  เกิดความล่าช้าในการทำงาน  ประชาชนจึงเกิดความเบื่อหน่าย

4.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการศึกษา  ศาสนา  วัฒนธรรม  กีฬาและนันทนาการ

จุดแข็ง

(Streng = S)

จุดอ่อน

(Weakness = W)

โอกาส

(Opportunity =O)

อุปสรรค

(Threat  = T)

1.  ด้านการบริหารจัดการ  ผู้บริหาร  สนับสนุนแนวคิดและกำหนดนโยบายการพัฒนาในด้านการศึกษา  ศาสนา  วัฒนธรรม  กีฬาและนันทนาการ

2.  บุคลากร อบต. นาเลียง มีบุคลากรและอัตรากำลัง จำนวนและคุณวุฒิ อยู่ในระดับที่จะดำเนินการตามนโยบายการบริหารงาน

3.  งบประมาณ ต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก

4.  เทคนิคการทำงาน  ส่วนมากเป็นงานที่ไม่ต้องใช้เทคนิคและวิธีการทำงานในระดับสูง

1.  ระบบฐานข้อมูลด้านการศึกษา ศาสนา  วัฒนธรรม กีฬาและนันทนาการยังไม่ถูกต้อง  ไม่ชัดเจน  ประชาชนให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

2.  ประชาชนยังขาดความสนใจ และมีความจริงใจ  หรือตั้งใจจริงในโครงการที่รัฐจัดให้ความช่วยเหลือ

3.  ยังไม่มีบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมารับผิดชอบงานด้านการศึกษา  ศาสนา  วัฒนธรรม กีฬาและ

นันทนาการ

1.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการศึกษา  ศาสนา  วัฒนธรรม  กีฬาและนันทนาการ  เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติที่รัฐบาลส่งเสริม

2.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการศึกษา  ศาสนา วัฒนธรรม  กีฬาและนันทนาการ  เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครพนม  โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณมีมาก

 

 

 

1.  การแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา  ศาสนา  วัฒนธรรม  กีฬาและนันทนาการ  เป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ส่วนที่ต้องประสานงานกัน  ถึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์

2.  ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ค่อนข้างมากทำให้การดำเนินงานไม่คล่องตัว  เกิดความล่าช้าในการทำงาน  ประชาชนจึงเกิดความเบื่อหน่าย

 5.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการท่องเที่ยว

จุดแข็ง

(Streng = S)

จุดอ่อน

(Weakness = W)

โอกาส

(Opportunity =O)

อุปสรรค

(Threat  = T)

1.  ด้านการบริหารจัดการ  ผู้บริหาร สนับสนุนแนวคิดและกำหนดนโยบายการพัฒนาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

2.  งบประมาณ ต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ไม่สูง

 

1.  ประชาชนยังขาดความสนใจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

2.  ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย  เนื่องจากไม่มีการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวในจังหวัด

1.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติที่รัฐบาลส่งเสริม

2.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้าน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครพนม มีโอกาสได้รับการสนับสนุนมาก

1.  ขาดการบูรณาการและการประสานงานที่ดี  ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.  ระดับจังหวัดยังขาดการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว  และการกระจายผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวยังไม่ทั่วถึง

 6.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการเมือง  การบริหารและการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น

จุดแข็ง

(Streng = S)

จุดอ่อน

(Weakness = W)

โอกาส

(Opportunity =O)

อุปสรรค

(Threat  = T)

1.  ด้านการบริหารจัดการ  ผู้บริหาร สนับสนุนแนวคิดและกำหนดนโยบายการพัฒนาด้านการเมือง  การบริหารและการพัฒนาบุคลการท้องถิ่น

2.  งบประมาณ ต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ไม่สูง

 

1.  ประชาชนยังขาดความสนใจในเรื่องการเมืองการปกครอง

2.  ประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทของตนเองในการพัฒนาท้องถิ่น

 

 

 

 

1.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการบริหารราชการที่ดี  เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติที่รัฐบาลส่งเสริม

2.  ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการเมือง  การบริหารราชการที่ดี  เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครพนม  มีโอกาสได้รับการสนับสนุนมาก

1.  การพัฒนาด้านการเมือง  การบริหาร  เป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ส่วนที่ต้องกประสานงานกัน  ถึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์

2.  การพัฒนาด้านการเมือง  การบริหาร  เป็นงานที่ต้องอาศัยจิตสำนึก  เกี่ยวกับการใช้

ดุลพินิจส่วนบุคคล  ส่วนบุคคล จึงเป็นงานที่ค่อนข้างจะคาดเดาผลงานได้ยาก

 

3.3  การประเมินผลการนำแผนพัฒนาไปปฏิบัติในเชิงคุณภาพ

 

          องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง  ได้ดำเนินการพัฒนาตามแผนงานโครงการต่าง  ๆ  ทำให้การพัฒนาหมู่บ้านในเขตพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง  มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ดั้งนี้

  1. 1.      ด้านบริหารทั่วไป

            แผนงานบริหารทั่วไป

-          การบริหารทั่วไป  การบริหารงานบุคคล  และการบริหารงานคลัง

-          การจัดเก็บข้อมูลในการวางแผนพัฒนา  และจัดทำงบประมาณ

-          การดำเนินกิจการสภา  และการประชุมสภา

-          การจัดเก็บสถิติข้อมูลจัดทำงบประมาณ

-          ดำเนินงานตามภารกิจ อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล

-          การจัดหาวัสดุ  ครุภัณฑ์  ตลอดจนบำรุงรักษาซ่อมแซมทรัพย์สิน

            แผนงานการรักษาความสงบภายใน

-          กิจการในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

  1. 2.     ด้านบริการชุมชนและสังคม

            แผนงานการศึกษา

-          ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนระดับประถมศึกษา

-          อุดหนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

-          อุดหนุนโรงเรียนในระดับประถมศึกษา

            แผนงานสาธารณสุข

-          จัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

-          จัดซื้อสารเคมีภัณฑ์เพื่อควบคุมป้องกันโรคติดต่อ

-          อุดหนุนเงินงบประมาณเพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับสาธารณสุขมูลฐาน

-          จัดซื้อน้ำยาเคมีเพื่อตรวจหาสารเสพติดเบื้องต้น

            แผนงานสังคมสงเคราะห์

-          ให้การสนับสนุนผู้สูงอายุ  60  ปีขึ้นไป 

-          อุดหนุนเด็กสตรีคนพิการผู้ด้อยโอกาสและสงเคราะห์ผู้ป่วยเรื้อรัง

            แผนงานเคหะและชุมชน

-          การบริหารงานทั่วไป  การบริหารงานบุคคล

-          ก่อสร้างปรับปรุงถนนภายในหมู่บ้าน

-          จัดหาฝาปิดร่องระบายน้ำ

-          จัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์  ที่ดินและสิ่งก่อสร้างเพื่อการซ่อมบำรุงและปรับปรุงให้มีความเหมาะสม

-          ก่อสร้างและต่อเติมอาคาร  เพื่อใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์

            แผนงานสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

-          สนับสนุนส่งเสริมกลุ่มอาชีพ

-          จัดฝึกอบรมกลุ่มอาชีพ

-          อุดหนุนผู้สูงอายุ,คนพิการ,ผู้ด้อยโอกาส

-          จัดซื้อครุภัณฑ์ ,  ที่ดินเพื่อมอบให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์

            แผนงานการศาสนาวัฒนธรรมและนันทนาการ

-          จัดการแข่งขันกีฬาระดับตำบล

-          จัดการแข่งกีฬาเยาวชนระดับตำบล

-          อุดหนุนประเพณีท้องถิ่น

  1. 3.     ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

            แผนงานอุตสาหกรรมและการโยธา

-          จัดหาวัสดุ  ครุภัณฑ์  ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง  เพื่อการซ่อมแซมและปรับปรุงให้มีความเหมาะสม

-          ก่อสร้างและปรับปรุงถนนให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี

  1. 4.     ด้านการดำเนินงานอื่น ๆ

                        - แผนงานงบกลาง

                        - ตามข้อผูกพันที่มีตามกฎหมาย,เงินสำรองจ่ายไว้ใช้ในกิจกรรมที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า

บทที่ 2

การปฏิบัติงานตามภารกิจหลัก

ความหมายมาตรฐานการปฏิบัติงาน

          มาตรฐานการปฏิบัติงานถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่องค์การจะนำมาใช้ในการบริหารงาน

บุคคล เพราะทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานต่างจะได้รับประโยชน์จากการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานขึ้นมาใช้ร่วมกัน ผู้บริหารจะมีเครื่องมือช่วยควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การมอบหมายหน้าที่และการสั่งการสามารถทำได้โดยสะดวกและรวดเร็ว การประเมินผลการปฏิบัติงานมีความยุติธรรมและน่าเชื่อถือเนื่องจากมีทั้งหลักฐานและหลักเกณฑ์ที่ผู้บริหารสามารถชี้แจงให้ผู้ปฏิบัติงานยอมรับผลการประเมินได้โดยงานในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน มาตรฐานที่กำหนดไว้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการปฏิบัติงานมีความถูกต้องมากขึ้น เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานมีกรอบหรือแนวทางในการปรับปรุงงานและการพัฒนาศักยภาพ เพื่อนำไปสู่มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารองค์การได้รวมกันกำหนดไว้เพื่อคุณภาพของการปฏิบัติงานและความเจริญก้าวหน้าขององค์การมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) การบริหารงานบุคคลนับเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของการบริหารองค์การ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้การพัฒนาองค์การบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ การบริหารบุคคลเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องตัวกับตัวบุคคลในองค์การ นับตั้งแต่การสรรหาบุคคลมาปฏิบัติงาน การบรรจุแต่งตั้ง การพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงาน ไปจนถึงการให้บุคคลพ้นจากงาน ทั้งนี้ เพื่อให้องค์การได้คนดีมีความรู้ความสามารถและความประพฤติดีมาปฏิบัติงาน ซึ่งการที่องค์การจะได้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมาปฏิบัติงานนั้น จำเป็นต้องสร้างเครื่องมือสำคัญคือการประเมินผลการปฏิบัติงาน

(Performance Standard) ขึ้นมาใช้ในการวัดและประเมินคุณสมบัติของบุคคล ซึ่งผลที่ได้จาการประเมินผลการปฏิบัติงานจะเป็นข้อมูลที่องค์การนำไปใช้ในการพิจารณาการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การโอนย้าย การให้พักงาน และการให้พ้นจากงานโดยทั่วไปแล้ว การที่จะทำให้การประเมินผลการปฏิบัติงาน ดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและเชื่อถือได้นั้น องค์การมักจะสร้างเครื่องมือประกอบอีกส่วนหนึ่งขึ้นมาใช้ในการพิจารณาประเมินผล ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ต้องใช้ก็คือ มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบผลงานระหว่างบุคคลที่ปฏิบัติงานอย่างเดียวกัน โดยองค์การต้องทำการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานไว้เป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนก่อนแล้ว เมื่อดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคคลจึงเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่องค์การได้กำหนดไว้มาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับคำว่ามาตรฐานการปฏิบัติงาน( PerformanceStandard) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้ให้ความหมายว่าเป็นผลการปฏิบัติงานในระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่น่าพอใจหรืออยู่ในระดับที่ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ทำได้ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานจะเป็นลักษณะข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาในงานที่ต้องปฏิบัติ โดยจะมีกรอบในการพิจารณากำหนดมาตรฐานหลาย ๆ ด้าน ด้วยกัน อาทิ ด้านปริมาณ คุณภาพ ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายหรือ พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากมาตรฐานของงานบางประเภทจะออกมาในรูปแบบของปริมาณ ในขณะที่บางประเภทอาจออกมาในรูปของคุณภาพองค์การ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของงานประเภท นั้น ๆ

วัตถุประสงค์

          1. เพื่อให้ส่วนราชการมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรที่แสดงถึง

รายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงานของกิจกรรม/กระบวนการต่าง ๆ ของหน่วยงาน

          2. เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์การ/การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานถือเป็น

เครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงาน (ตาม PM 5) ที่มุ่งไปสู่การบริหารคุณภาพทั่วไปทั้ง

องค์การ อย่างมีประสิทธิภาพ

          ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานของส่วนราชการได้มาตรฐานเป็นไปตามเป้าหมาย ได้ผลิตผลหรือการบริการที่มีคุณภาพ เสร็จรวดเร็วทันตามกำหนดเวลานัดหมาย มีการทำงานปลอดภัยเพื่อการบรรลุข้อกำหนดที่ สำคัญของกระบวนการ

ประโยชน์ของมาตรฐานการปฏิบัติงาน

          หากจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่องค์การและบุคคลในองค์การจะได้รับจากการกำหนดมาตรฐานการ

ปฏิบัติงานขึ้นใช้ก็พบว่ามีด้วยกันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การสร้าง

แรงจูงใจ การปรับปรุงงาน และการประเมินผลการปฏิบัติงาน ดังนี้

          1. ด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถ

ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง การเปรียบเทียบผลงานที่ทำได้กับที่ควรจะเป็นมีความชัดเจน มองเห็นแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานให้เกิดผลได้มากขึ้น และช่วยให้มีการฝึกฝนตนเองให้เขาสู่มาตรฐานได้

          2. ด้านการสร้างแรงจูงใจ มาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นสิ่งทำให้เราเกิดความมุ่งมั่นไปสู่มาตรฐาน

ผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถจะเกิดความรู้สึกท้าทายผู้ปฏิบัติงานที่มุ่งความสำเร็จจะเกิด ความมานะพยายาม

ผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความภาคภูมิใจและสนุกกับงาน

          3. ด้านการปรับปรุงงานมาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าผลงานที่มีคุณภาพจะต้องปฏิบัติอย่างไร ช่วยให้ไม่ต้องกำหนดรายละเอียดของงานทุกครั้ง ทำให้มองเห็นแนวทางในการปรับปรุงงาน และพัฒนาความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน และช่วยให้สามารถพิจารณาถึงความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต

          4. ด้านการควบคุมงานมาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นเครื่องที่ผู้บังคับบัญชาใช้ควบคุม การปฏิบัติงาน

ผู้บังคับบัญชาสามารถมอบหมายอำนาจหน้าที่และส่งผ่านคำสั่งได้ง่ายขึ้น ช่วยให้สามารถดำเนินงานตามแผนง่ายขึ้นและควบคุมงานได้ดีขึ้น

          5. ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน มาตรฐานการปฏิบัติงานช่วยให้การประเมินผลการ 

ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์ ป้องกันไม่ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานด้วยความรู้สึกการเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานที่ทำได้กับมาตรฐานการปฏิบัติงานมีความชัดเจน และช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานยอมรับผลการประเมินได้ดีขึ้น

ขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย

          1. เลือกงานหลักของแต่ละตำแหน่งมาทำการวิเคราะห์โดยดูรายละเอียดจากแบบบรรยายลักษณะงาน(Job Description) ประกอบด้วย

          2. พิจารณาวางเงื่อนไขหรือข้อกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าต้องการผลงานลักษณะใดจากตำแหน่งนั้น ไม่ ว่าจะเป็นปริมาณงาน คุณภาพงาน หรือวิธีการปฏิบัติงาน ซึ่งเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ตั้งไว้ต้องไม่ขัดกับนโยบาย

หลักเกณฑ์หรือระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานหรือองค์การ

          3. ประชุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าหน่วยงานทุกหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานใน

ตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อปรึกษาและหาข้อตกลงร่วมกัน

          4. ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่

กำหนดไว้

          5. ติดตามดูการปฏิบัติงานแล้วนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้

          6. พิจารณาปรับปรุงหรือแก้ไขมาตรฐานที่กำหนดไว้ใหม่ตามความเหมาะสมยิ่งขึ้น เกณฑ์ของมาตรฐานการปฏิบัติงาน เกณฑ์ที่องค์การมักกำหนดเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน ได้แก่ เกณฑ์ด้านปริมาณงานและระยะเวลาที่ปฏิบัติคุณภาพของงาน

ลักษณะการแสดงออกขณะปฏิบัติงาน ซึ่งกล่าวได้โดยละเอียด ดังนี้

          1. ปริมาณงานและระยะเวลาที่ปฏิบัติเป็นการกำหนดว่างานต้องมีปริมาณเท่าไร และควรจะใช้เวลาปฏิบัติมากน้อยเพียงใดงานจึงจะเสร็จ ดังนั้นงานลักษณะเช่นนี้จะไม่สามารถกำหนดมาตรฐานด้วยปริมาณ

หรือระยะเวลาที่ปฏิบัติได้

          2. คุณภาพของงาน เป็นการกำหนดว่าผลงานที่ปฏิบัติได้นั้นควรมีคุณภาพดีมากน้อยเพียงใด โดยส่วนใหญ่ มักกำหนดว่าคุณภาพของงานจะต้องมีความครบถ้วน ประณีต ถูกต้องเชื่อถือได้ ประหยัดทั้งเวลาและ

ทรัพยากร

          3. ลักษณะการแสดงออกขณะปฏิบัติงาน งานบางตำแหน่งไม่สามารถกำหนดมาตรฐานด้วยคุณภาพหรือปริมาณ แต่เป็นงานที่ต้องปฏิบัติโดยการใช้บุคลิกหรือลักษณะเฉพาะบางอย่างประกอบ

ดังนั้น การกำหนดลักษณะพฤติกรรมที่ต้องแสดงออกไว้ในมาตรฐานการปฏิบัติงานจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าต้องปฏิบัติอย่างไร เนื่องจากการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์การและขวัญกำลังใจของเพื่อนร่วมงานอย่างไรก็ตาม เพื่อให้การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับตำแหน่งงานต่าง ๆ ในองค์การมีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ทำ หน้าที่กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานจะต้องคำนึงถึงสิ่งสำคัญบางประการนั่นก็คือ ต้องเป็นมาตรฐานที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ โดยทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นพ้องต้องกันว่ามาตรฐานมีความเป็นธรรม ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสามารถปฏิบัติได้ตามที่กำหนดไว้ ลักษณะงานที่กำหนดไว้ในมาตรฐานต้องสามารถวัดได้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์หรือหน่วยอื่น ๆ ที่สามารถวัดได้มีการบันทึกไว้ให้เป็นลายลักษณ์อักษรและเผยแพร่ให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันและสุดท้ายมาตรฐานการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพราะผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐาน การเปลี่ยนแปลงควรมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่หน่วยงานมีวิธีปฏิบัติงานใหม่หรือนำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้มาใช้ปฏิบัติงาน

โครงสร้างองค์กรขององค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

          องค์การบริหารส่วนตำบลมีสภาตำบลอยู่ในระดับสูงสุดเป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแล

กรรมการบริหารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบลและมีพนักงานประจำที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ทำงานประจำวันโดยมีปลัดและรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหัวหน้างานบริหารภายในองค์กรมีการแบ่งออกเป็นหน่วยงานต่าง ๆ ได้เท่าที่จำเป็นตามภาระหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลแต่ละแห่งเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบอยู่สำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เลขที่ส่วนราชการ 01 ให้มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับราชการทั่วไปขององค์การบริหารส่วนตำบล และราชการที่ไม่ได้กำหนดเป็นหน้าที่ของกองหรือส่วนราชการใดโดยเฉพาะรวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในองค์การบริหารส่วนตำบล ให้เป็นไปตามนโยบายแนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลมีงานภายในที่ต้องรับผิดชอบ 6 งาน ดังนี้

          ๑.๑ งานบริหารทั่วไป

                   - งานธุรการและสารบรรณ

                   - งานบริหารงานบุคคล

                   - งานเลือกตั้งและทะเบียนข้อมูล

                   - งานกิจการสภา อบต.

                   - งานข้อมูลและประชาสัมพันธ์

          ๑.2 งานนโยบายและแผน

                   - งานนโยบายและแผนพัฒนา

                   - งานงบประมาณ

                   - งานข้อบัญญัติและระเบียบ

          ๑.3 งานสวัสดิการสังคมและพัฒนาชุมชน

                   - งานสวัสดิการสังคมและพัฒนาชุมชน

                   - งานสวัสดิการเด็กและเยาวชน

                   - งานส่งเสริมอาชีพและพัฒนาสตรี

                   - งานสงเคราะห์เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

          ๑.๔ งานกฎหมายและคดี

                   - งานร้องเรียนร้องทุกข์ และอุทธรณ์

          ๑.๕ งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

                   - งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

                   - งานรักษาความสงบเรียบร้อย

          ๑.6 งานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

                   - งานรักษาความสะอาด

                   - งานส่งเสริมสุขภาพ/สาธารณสุข

                   - งานอนามัยและสิ่งแวดล้อม

                   - งานกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล

                   - งานบริการสาธารณสุขมูลฐาน

          1.7 งานบริหารการศึกษา

                   - งานส่งเสริมการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

          กองคลัง เลขที่ส่วนราชการ 04 มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานรายจ่าย การรับ การนำส่งเงิน และ

เอกสารทางการเงิน การตรวจสอบใบสำคัญ ฎีกางานเกี่ยวกับเงินเดือน ค่าจ้างค่าตอบแทน เงินบำเหน็จบำนาญเงินอื่นๆ ทะเบียนเงินคุมรายได้และรายจ่ายต่างๆ การควบคุมการเบิกจ่ายเงิน งานทำงบทดลองประจำเดือนประจำปี งานเกี่ยวกับพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล มีงานภายในที่ต้องรับผิดชอบ 5 งานดังนี้

          ๒.๑ งานการเงิน

                   - งานการเงิน

                   - งานรับเงินเบิกจ่ายเงิน

                   - งานตรวจสอบฎีกาเบิกจ่ายเงิน

                   - งานเก็บรักษาเงิน

          ๒.2 งานบัญชี

                   - งานการบัญชี

                   - งานทะเบียนการคุมเบิกจ่ายเงิน

                   - งานงบการเงินและงบทดลอง

                   - งานงบแสดงฐานะทางการเงิน

          ๒.3 งานพัฒนาและจัดเก็บรายได้

                   - งานภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและค่าเช่า

                   - งานพัฒนารายได้

                   - งานควบคุมกิจการค้าและค่าปรับ

                   - งานทะเบียนควบคุมและเร่งรัดรายได้

                   - งานแผนที่ภาษี

          ๒.4 งานทะเบียนทรัพย์สินและพัสดุ

                   - งานทะเบียนเบิกจ่ายวัสดุครุภัณฑ์และยานพาหนะ

                   - งานควบคุมทะเบียนทรัพย์สิน

                   - งานพัสดุ

                   - งานจัดซื้อจัดจ้าง

          ๒.5 งานทะเบียนพาณิชย์

                   - งานจดทะเบียนพาณิชย์

กองช่าง เลขที่ส่วนราชการ 05 มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับการสำรวจ ออกแบบการจัดทำข้อมูล

ทางด้านวิศวกรรมการจัดเก็บและทดสอบคุณภาพวัสดุ งานออกแบบเขียนแบบและตรวจสอบ การก่อสร้าง งานควบคุมอาคารและระเบียบกฎหมาย งานแผนปฏิบัติ งานก่อสร้างและซ่อมบำรุง การควบคุม การปฏิบัติ

เครื่องจักรกล การรวบรวมประวัติติดตาม ควบคุมการปฏิบัติเครื่องจักรกล การควบคุมเก็บรักษา การเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ อะไหล่ น้ำมันเชื้อเพลิง มีงานภายในที่ต้องรับผิดชอบ 3 งาน ดังนี้

          ๓.๑ งานก่อสร้าง

                   - งานก่อสร้างและบูรณะถนน

                   - งานก่อสร้างสะพาน เขื่อน ฝาย ทำนบ

                   - งานก่อสร้างประปาและบำรุงรักษา

                   - งานข้อมูลก่อสร้าง

                   - งานไฟฟ้าสาธารณะ

                   - งานบำรุงรักษาเครื่องจักรและยานพาหนะ

          3.2 งานออกแบบและควบคุมอาคาร

                   - งานออกแบบและควบคุมอาคาร

                   - งานประเมินราคา

                   - งานควบคุมการก่อสร้าง

                   - งานบริการข้อมูล

                   - งานผังเมือง

          3.3 งานประสานสาธารณูปโภค

                   - งานประสานสาธารณูปโภค

                   - งานประสานกิจการประปา

         

ขั้นตอนการปฏิบัติงานตามภารกิจหลักการขอรับการสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์

----------------------------

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต

          ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. ๒๕๔๘กำหนดให้ผู้ป่วยเอดส์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบฯและมีความประสงค์จะขอรับการสงเคราะห์ให้ยื่นคำขอต่อผู้บริหารท้องถิ่นที่ตนมีผู้ลำเนาอยู่กรณีไม่สามารถเดินทางมายื่นคำขอรับการสงเคราะห์ด้วยตนเองได้จะมอบอำนาจให้ผู้อุปการะมาดำเนินการก็ได้

หลักเกณฑ์

          ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

          1. เป็นผู้ป่วยเอดส์ที่แพทย์ได้รับรองและทำการวินิจฉัยแล้ว

          2. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

          3. มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพหรือถูกทอดทิ้งหรือขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูหรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ในการขอรับการสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์ผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับความเดือดร้อนกว่าหรือผู้ที่มีปัญหาซ้ำซ้อนหรือผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารยากต่อการเข้าถึงบริการของรัฐเป็นผู้ได้รับการพิจารณาก่อน

วิธีการ

          1. ผู้ป่วยเอดส์ยื่นคำขอตามแบบพร้อมเอกสารหลักฐานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นณที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อุปการะมาดำเนินการก็ได้

          2. ผู้ป่วยเอดส์รับการตรวจสภาพความเป็นอยู่คุณสมบัติว่าสมควรได้รับการสงเคราะห์หรือไม่โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนเป็นผู้ที่มีปัญหาซ้ำซ้อนหรือเป็นผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารยากต่อการเข้าถึงบริการของรัฐ

          3. กรณีผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับเบี้ยยังชีพย้ายที่อยู่ถือว่าขาดคุณสมบัติตามนัยแห่งระเบียบต้องไปยื่นความประสงค์ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ที่ตนย้ายไปเพื่อพิจารณาใหม่

 

ช่องทางการให้บริการ

สถานที่ให้บริการ

องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม 48130 /ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงานหมายเหตุ : (ระยะเวลาเปิดให้บริการ 1 – 30 พฤศจิกายนของทุกปี)

ระยะเวลาเปิดให้บริการ เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวัน

ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา

08:30 - 16:30 น.

 

 

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม : 13 วัน

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

1)

1. การตรวจสอบเอกสาร

ผู้ที่ประสงค์จะขอรับการสงเคราะห์หรือผู้รับมอบอำนาจยื่นคำ

ขอพร้อมเอกสารหลักฐานและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้องขอ

ลงทะเบียนและเอกสารหลักฐานประกอบ

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 45 นาที (ระบุระยะเวลาจริง)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง))

45 นาที

45 นาที

2)

การพิจารณา

ออกใบนัดหมายตรวจสภาพความเป็นอยู่และคุณสมบัติ

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 15 นาที (ระบุระยะเวลาที่

ให้บริการจริง)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง))

15 นาที

3)

การพิจารณา

ตรวจสภาพความเป็นอยู่และคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์รับการ

สงเคราะห์

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ไม่เกิน 3 วันนับจากได้รับคำขอ

(ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง))

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง 3 วัน

3 วัน

 

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

4)

การพิจารณา

จัดทำทะเบียนประวัติพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบ

ความเห็นเพื่อเสนอผู้บริหารพิจารณา

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ไม่เกิน 2 วันนับจากการออก

ตรวจสภาพความเป็นอยู่ (ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง))

2 วัน

2 วัน

5)

การพิจารณา

พิจารณาอนุมัติ7 วันลำดับ ขั้นตอน ระยะเวลา

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ยื่นคำขอ(ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง)

2. ผู้รับผิดชอบคือผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

3. กรณีมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับการพิจารณาได้แก่สภาพความ

เป็นอยู่คุณสมบัติหรือข้อจำกัดด้านงบประมาณจะแจ้ง

เหตุขัดข้องที่ไม่สามารถให้การสงเคราะห์ให้ผู้ขอทราบไม่เกิน

ระยะเวลาที่กำหนด)

45 นาที

6)

การพิจารณา

ออกใบนัดหมายตรวจสภาพความเป็นอยู่และคุณสมบัติ

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 15 นาที (ระบุระยะเวลาที่

ให้บริการจริง)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง))

15 นาที

7)

การพิจารณา

ตรวจสภาพความเป็นอยู่และคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์รับการ

สงเคราะห์

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ไม่เกิน 3 วันนับจากได้รับคำขอ

(ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง))

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง 3 วัน

3 วัน

 

ลำดับ

 

ขั้นตอน

 

ระยะเวลา

8)

การพิจารณา

จัดทำทะเบียนประวัติพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบ

ความเห็นเพื่อเสนอผู้บริหารพิจารณา

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ไม่เกิน 2 วันนับจากการออก

ตรวจสภาพความเป็นอยู่ (ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง))

2 วัน

2 วัน

 

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

 

1)

บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐที่มี

รูปถ่ายพร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

หมายเหตุ-

 

2)

ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

หมายเหตุ-

 

3)

สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา (กรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้

ประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพ

ผู้สูงอายุผ่านธนาคาร)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

 

4)

หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน)ฉบับจริง 1 ฉบับ

 

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

 

 5)

บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐที่มี

รูปถ่ายพร้อมสำเนาของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้

ดำเนินการแทน)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

หมายเหตุ-

 

6)

สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนาของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้

ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้ประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์

ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคารของผู้รับมอบอำนาจ)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

 

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

ลำดับ

ช่องทางการร้องเรียน / แนะนำบริการ

1)

สำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง 0-7738-1808

โทรสาร0-7738-1809

www.naleang.go.th

f : อบต.นาเลียง

การขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามมาตรา 21

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต

          ผู้ใดจะก่อสร้างอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องตรวจ

พิจารณาและออกใบอนุญาตหรือมีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบภายใน45 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอในกรณีมีเหตุจำเป็นที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่อาจออกใบอนุญาตหรือยังไม่อาจมีคำสั่งไม่อนุญาตได้ภายในกำหนดเวลาให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 2 คราวคราวละไม่เกิน 45วัน แต่ต้องมีหนังสือแจ้งการขยายเวลาและเหตุจำเป็นแต่ละคราวให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบก่อนสิ้นกำหนดเวลาหรือตามที่ได้ขยายเวลาไว้นั้นแล้วแต่กรณี

ช่องทางการให้บริการ

สถานที่ให้บริการ

องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม 48130 /ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน

ระยะเวลาเปิดให้บริการ เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวัน

ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา

08:30 - 16:30 น.

 

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม :45 วัน

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

1)

การตรวจสอบเอกสาร

ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารพร้อมเอกสาร

(หมายเหตุ: (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่จะขออนุญาตก่อสร้างอาคาร)

1 วัน

 

2)

การพิจารณา

เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจสอบพิจารณาเอกสารประกอบการขออนุญาต (หมายเหตุ: (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่จะขออนุญาตก่อสร้างอาคาร)

2 วัน

 

 

 

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

3)

การพิจารณา

เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองตรวจสอบสถานที่ก่อสร้างจัดทำผังบริเวณแผนที่สังเขปตรวจสอบกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเช่นประกาศกระทรวงคมนาคมเรื่องเขตปลอดภัยในการเดินอากาศเขตปลอดภัยทางทหารฯและพรบ.จัดสรรที่ดินฯ(หมายเหตุ: (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่จะขออนุญาตก่อสร้างอาคาร)

7 วัน

 

4)

การลงนาม/คณะกรรมการมีมติ 35 วัน

ลำดับ ขั้นตอน ระยะเวลา

เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพิจารณาแบบแปลนและพิจารณาออกใบอนุญาต (อ.1)และแจ้งให้ผู้ขอมารับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (น.1)(หมายเหตุ: (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่จะขออนุญาตก่อสร้างอาคาร)

35 วัน

 

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

1)

บัตรประจำตัวประชาชนสำเนา 1 ฉบับหมายเหตุ (กรณีบุคคลธรรมดา)

2)

หนังสือรับรองนิติบุคคลสำเนา 1 ชุดหมายเหตุ (กรณีนิติบุคคล)

3)

แบบคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร (แบบข. 1)ฉบับจริง 1 ชุด

4)

โฉนดที่ดินน.ส.3 หรือส.ค.1 ขนาดเท่าต้นฉบับทุกหน้าพร้อมเจ้าของที่ดินลงนามรับรองสำเนาทุกหน้ากรณีผู้ขออนุญาตไม่ใช่เจ้าของที่ดินต้องมีหนังสือยินยอมของเจ้าของที่ดินให้ก่อสร้างอาคารในที่ดิน

สำเนา 1 ชุดหมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ขออนุญาต)

5)

ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมหรือใบอนุญาตฯฉบับต่ออายุหรือใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการ (ส่วนขยาย) พร้อมเงื่อนไขและแผนผังที่ดินแนบท้าย (กรณีอาคารอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม) ฉบับจริง 1 ชุดหมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ขออนุญาต)

6)

กรณีที่มีการมอบอำนาจต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์๓๐บาทพร้อม

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนสำเนาทะเบียนบ้านหรือหนังสือเดินทางของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ

ฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ขออนุญาต)

7)

บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล

ผู้รับมอบอำนาจเจ้าของที่ดิน (กรณีเจ้าของที่ดินเป็นนิติบุคคล)

สำเนา 1 ชุด

หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ขออนุญาต)

ลำดับ ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

8)

หนังสือยินยอมให้ชิดเขตที่ดินต่างเจ้าของ (กรณีก่อสร้างอาคารชิดเขตที่ดิน) ฉบับจริง 1 ชุด

หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ขออนุญาต)

9)

หนังสือรับรองของสถาปนิกผู้ออกแบบพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (กรณีที่เป็นอาคารมีลักษณะขนาดอยู่ในประเภทวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม) ฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน) ลำดับ ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

10)

หนังสือรับรองของวิศวกรผู้ออกแบบพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (กรณีที่เป็นอาคารมีลักษณะขนาดอยู่ในประเภทวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม)ฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน)

11)

แผนผังบริเวณแบบแปลนรายการประกอบแบบแปลนที่มีลายมือชื่อพร้อมกับเขียนชื่อตัวบรรจงและคุณวุฒิที่อยู่ของสถาปนิกและวิศวกรผู้ออกแบบตามกฎกระทรวงฉบับที่ 10 (พ.ศ.2528)ฉบับจริง 1 ชุดหมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน)

12)

รายการคำนวณโครงสร้างแผ่นปกระบุชื่อเจ้าของอาคารชื่ออาคารสถานที่ก่อสร้างชื่อคุณวุฒิที่อยู่ของวิศวกรผู้คำนวณพร้อมลงนามทุกแผ่น (กรณีอาคารสาธารณะอาคารพิเศษอาคารที่ก่อสร้างด้วยวัสดุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่) กรณีอาคารบางประเภทที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ต้องมีการคำนวณให้อาคาร

สามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ตามกฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว

พ.ศ. 2540 ต้องแสดงรายละเอียดการคำนวณการออกแบบโครงสร้างฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน)

13)

กรณีใช้หน่วยแรงเกินกว่าค่าที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 6 พ.ศ. 2527 เช่นใช้ค่า fc > 65 ksc. หรือค่า fc’> 173.3 ksc. ให้แนบเอกสารแสดงผลการทดสอบความมั่นคงแข็งแรงของวัสดุที่รับรองโดยสถาบันที่เชื่อถือได้วิศวกรผู้คำนวณและผู้ขออนุญาตลงนามฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน)

14)

กรณีอาคารที่เข้าข่ายตามกฎกระทรวงฉบับที่ 48 พ.ศ. 2540 ต้องมีระยะของคอนกรีตที่หุ้มเหล็กเสริมหรือคอนกรีตหุ้มเหล็กไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือมีเอกสารรับรองอัตราการทนไฟจากสถาบันที่เชื่อถือได้ประกอบการขออนุญาตฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน)

15)

หนังสือยินยอมเป็นผู้ควบคุมงานของสถาปนิกผู้ควบคุมการก่อสร้างพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (กรณีอาคารที่ต้องมีสถาปนิกควบคุมงาน) ฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน) ลำดับ ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

16)

หนังสือยินยอมเป็นผู้ควบคุมงานของวิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้างพร้อมสำเนาใบอนุญาต

เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (กรณีอาคารที่ต้องมีวิศวกรควบคุมงาน)

ฉบับจริง 1 ชุด

หมายเหตุ(เอกสารในส่วนของผู้ออกแบบและควบคุมงาน)

17)

แบบแปลนและรายการคำนวณงานระบบของอาคารตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535)

ฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติมสำหรับกรณีเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ)

18)

หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของวิศวกรผู้ออกแบบระบบปรับอากาศฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติมสำหรับกรณีเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ)

19)

หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของวิศวกรผู้ออกแบบระบบไฟฟ้าฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติมสำหรับกรณีเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ)

20)

หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของวิศวกรผู้ออกแบบระบบป้องกันเพลิงไหม้

ฉบับจริง 1 ชุดหมายเหตุ(เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติมสำหรับกรณีเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ)

21)

หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของวิศวกรผู้ออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียและการระบายน้ำทิ้งฉบับจริง 1 ชุด หมายเหตุ(เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติมสำหรับกรณีเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ)

22)

หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของวิศวกรผู้ออกแบบระบบประปาฉบับจริง 1 ชุดหมายเหตุ(เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติมสำหรับกรณีเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ)

23)

หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของวิศวกรผู้ออกแบบระบบลิฟต์ฉบับจริง 1 ชุด

หมายเหตุ(เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติมสำหรับกรณีเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ)

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

ลำดับ

ช่องทางการร้องเรียน / แนะนำบริการ

1)

กองช่างองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง 0-7738-1808

www.naleang.go.th

 

การจดทะเบียนพาณิชย์ (ตั้งใหม่) ตามพ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์พ.ศ. 2499

กรณีผู้ขอจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต

          1. ผู้ประกอบพาณิชย์กิจต้องยื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเริ่มประกอบ

กิจการ (มาตรา 11)

          2. ผู้ประกอบพาณิชย์กิจสามารถยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ด้วยตนเองหรือจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นจด

ทะเบียนแทนก็ได้

          3. ให้ผู้ประกอบพาณิชย์กิจซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองรายการในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียน

          4. แบบพิมพ์คำขอจดทะเบียน (แบบ ทพ.) หรือหนังสือมอบอำนาจสามารถขอได้จากพนักงาน

เจ้าหน้าที่หรือดาวน์โหลดจาก www.dbd.go.th

ช่องทางการให้บริการ

สถานที่ให้บริการ

กองคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง/

ระยะเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด)ตั้งแต่เวลา 08:30-16:30 น.

 

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม : 60 นาที

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

 

1)

การตรวจสอบเอกสารนายทะเบียนตรวจพิจารณาเอกสาร/แจ้งผล

30 นาที

2)

การตรวจสอบเอกสารเจ้าหน้าที่การเงินรับชำระค่าธรรมเนียม

5 นาที

3)

การพิจารณานายทะเบียนรับจดทะเบียน/เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลเข้าระบบ/

จัดเตรียมใบสำคัญการจดทะเบียน/หนังสือรับรอง/สำเนาเอกสารลำดับ ขั้นตอน ระยะเวลา

15 นาที

 

4)

การลงนาม/คณะกรรมการมีมตินายทะเบียนตรวจเอกสารและลงนาม/มอบใบทะเบียนพาณิชย์ให้ผู้ยื่นคำขอ

10 นาที

 

  

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

1)

คำขอจดทะเบียนพาณิชย์ (แบบ ทพ.) ฉบับจริง 1 ฉบับ

2)

บัตรประจำตัวประชาชนสำเนา 1 ฉบับ (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)

3)

สำเนาทะเบียนบ้านสำเนา 1 ฉบับ (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)

4)

หนังสือให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่โดยให้เจ้าของร้านหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ลงนามและให้มีพยานลงชื่อรับรองอย่างน้อย 1 คน ฉบับจริง 1 ฉบับหมายเหตุ (กรณีผู้ประกอบพาณิชย์กิจมิได้เป็นเจ้าบ้าน )

5)

สำเนาทะเบียนบ้านที่แสดงให้เห็นว่าผู้ให้ความยินยอมเป็นเจ้าบ้านหรือสำเนาสัญญาเช่าโดยมีผู้ให้ความยินยอมเป็นผู้เช่าหรือเอกสารสิทธิ์อย่างอื่นที่ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นผู้ให้ความยินยอมพร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้องสำเนา 1 ฉบับ หมายเหตุ (กรณีผู้ประกอบพาณิชย์กิจมิได้เป็นเจ้าบ้าน )

6)

แผนที่แสดงสถานที่ซึ่งใช้ประกอบพาณิชย์กิจและสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขปพร้อมลงนามรับรองเอกสารฉบับจริง 1 ฉบับ

7)

หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) พร้อมปิดอากรแสตมป์ 10 บาทฉบับจริง 1 ฉบับ

8)

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (ถ้ามี) พร้อมลงนามรับรอง

สำเนาถูกต้อง

สำเนา 1 ฉบับ

9)

สำเนาหนังสืออนุญาตหรือหนังสือรับรองให้เป็นผู้จำหน่ายหรือให้เช่าสินค้าดังกล่าวจากเจ้าของลิขสิทธิ์ของสินค้าที่ขายหรือให้เช่าหรือสำเนาใบเสร็จรับเงินตามประมวลลำดับ ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี) รัษฎากรหรือหลักฐานการซื้อขายจากต่างประเทศพร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้องสำเนา 1 ฉบับหมายเหตุ (ใช้ในกรณีประกอบพาณิชย์กิจการขายหรือให้เช่าแผ่นซีดีแถบบันทึกวีดิทัศน์แผ่นวีดิทัศน์ดีวีดีหรือแผ่นวีดีทัศน์ระบบดิจิทัลเฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง)

10)

หนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของแหล่งที่มาของเงินทุนและหลักฐานแสดงจำนวนเงินทุนหรืออาจมาพบเจ้าหน้าที่เพื่อทำบันทึกถ้อยคำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของแหล่งที่มาของเงินทุนพร้อมแสดงหลักฐานแสดงจำนวนเงินทุนก็ได้ฉบับจริง 1 ฉบับหมายเหตุ (ใช้ในกรณีประกอบพาณิชย์กิจการค้าอัญมณีหรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี)

 

 

ค่าธรรมเนียม

ลำดับ

รายละเอียดค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียม (บาท / ร้อยละ)

1)

ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (คำขอละ)

(หมายเหตุ: -)

ค่าธรรมเนียม 50 บาท

 

2)

ค่าธรรมเนียมคัดสำเนาเอกสาร (ชุดละ)

(หมายเหตุ: -)

ค่าธรรมเนียม 30 บาท

 

3)

ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงทะเบียนพาณิชย์ (ชุดละ)

(หมายเหตุ: -)

ค่าธรรมเนียม 20 บาท

 

4)

ค่าธรรมเนียมยกเลิกืจการ (ชุดละ)

(หมายเหตุ: -)

ค่าธรรมเนียม 20 บาท

 

5)

ค่าธรรมเนียมออกทน/ออกใหม่ (ชุดละ)

(หมายเหตุ: -)

ค่าธรรมเนียม 30 บาท

 

6)

ค่าธรรมเนียมขอตรวจดู (ชุดละ)

(หมายเหตุ: -)

ค่าธรรมเนียม 20 บาท

 

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

ลำดับ

ช่องทางการร้องเรียน / แนะนำบริการ

1)

ร้องเรียนช่องทางที่ยื่นคำขอ

กองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

หมายเลขโทรศัพท์ (0-7726-2398)

www.samorthong.go.th

 

 

การรับชำระภาษีบำรุงท้องที่

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต

                   พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการรับชำระภาษีบำรุงท้องที่โดยมีหลักเกณฑ์แล่ะขั้นตอนดังนี้

          1. การติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่

                   1.1 การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินกรณีผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการตีราคาปานกลางที่ดิน

                             (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของที่ดินยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภบท.5) พร้อมด้วยหลักฐานที่ต้องใช้ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในเดือนมกราคมของปีที่มีการประเมินราคาปานกลางของที่ดิน

                             (2) เจ้าพนักงานประเมินจะทำการตรวจสอบและคำนวณค่าภาษีแล้วแจ้งการประเมินให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของที่ดินทราบว่าจะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเท่าใดภายในเดือนมีนาคม

                             (3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของที่ดินจะต้องเสียภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปีเว้นแต่กรณีได้รับใบแจ้งการประเมินหลังเดือนมีนาคมต้องชำระภาษีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

                   1.2 การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินกรณีเป็นเจ้าของที่ดินรายใหม่หรือจำนวนเนื้อที่ดินเดิมเปลี่ยนแปลงไป

                   (1) เจ้าของที่ดินยื่นคำร้องตามแบบภบท.5 หรือภบท.8 แล้วแต่กรณีพร้อมด้วยหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันได้รับโอนหรือมีการเปลี่ยนแปลง

                   (2) เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแบบแล้วจะออกใบรับไว้ให้เป็นหลักฐาน

                   (3) เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบว่าจะต้องเสียภาษีในปีต่อไปจำนวนเท่าใด

          1.3 การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินกรณีเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอันเป็นเหตุให้การลดหย่อนเปลี่ยนแปลงไปหรือมีเหตุอย่างอื่นทำให้อัตราภาษีบำรุงท้องที่เปลี่ยนแปลงไป

                   (1) เจ้าของที่ดินยื่นคำร้องตามแบบ ภบท.8 พร้อมด้วยหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน

                   (2) เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแบบแล้วจะออกใบรับไว้ให้เป็นหลักฐาน

                   (3) เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบว่าจะต้องเสียภาษีในปีต่อไปจำนวนเท่าใด

                   (4) การขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ในปีถัดไปจากปีที่มีการประเมินราคาปานกลางของที่ดินให้ผู้รับประเมินนำใบเสร็จรับเงินของปีก่อนพร้อมกับเงินไปชำระภายในเดือนเมษายนของทุกปี 

          2. กรณีเจ้าของที่ดินไม่เห็นพ้องด้วยกับราคาปานกลางที่ดินหรือเมื่อได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องมีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้โดยยื่นอุทธรณ์ผ่านเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วันนับแต่วันที่ประกาศราคาปานกลางที่ดินหรือวันที่ได้รับการแจ้งประเมินแล้วแต่กรณี

          3. กรณีคำขอหรือรายการเอกสารประกอบการพิจารณาไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนและไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ในขณะนั้นผู้รับคำขอและผู้ยื่นคำขอจะต้องลงนามบันทึกสองฝ่ายและรายการเอกสาร/หลักฐานร่วมกันพร้อมกำหนดระยะเวลาให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการแก้ไข/เพิ่มเติมหากผู้ยื่นคำขอไม่ดำเนินการแก้ไข/เพิ่มเติมได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดผู้รับคำขอจะดำเนินการคืนคำขอและเอกสารประกอบการพิจารณา

          4. พนักงานเจ้าหน้าที่จะยังไม่พิจารณาคำขอและยังนับระยะเวลาดำเนินงานจนกว่าผู้ยื่นคำขอจะดำเนินการแก้ไขคำขอหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติมครบถ้วนตามบันทึกสองฝ่ายนั้นเรียบร้อยแล้ว

          5. ระยะเวลาการให้บริการตามคู่มือเริ่มนับหลังจากเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอได้ตรวจสอบคำขอและรายการเอกสารหลักฐานแล้วเห็นว่ามีความครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในคู่มือประชาชน

          6. จะดำเนินการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่พิจารณาแล้วเสร็จ

ช่องทางการให้บริการ

สถานที่ให้บริการ

กองคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง อำเภอท่าชนะจังหวัดสุราษฎร์ธานี 84170 โทร.0-7738-1808/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน

ระยะเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา 08:30 - 16:30 น.

 

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม :31 วัน

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

1)

การตรวจสอบเอกสาร เจ้าของทรัพย์สินยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สิน (ภบท.5 หรือภบท.8)เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร(หมายเหตุ: (กองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม)

1 วัน

 

2)

การพิจารณา

พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาตรวจสอบรายการทรัพย์สินตามแบบแสดงรายการ (ภบท.5 หรือภบท.8) และแจ้งการประเมินภาษีให้เจ้าของทรัพย์สินดำเนินการชำระภาษี (หมายเหตุ: (กองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง อำเภอนาแก

จังหวัดนครพนม )

30 วัน

 

  

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

1)

บัตรประจำตัวประชาชน

ฉบับจริง 1 ฉบับ

สำเนา 1 ฉบับ

2)

สำเนาทะเบียนบ้าน

ฉบับจริง 1 ฉบับ

สำเนา 1 ฉบับ

3)

หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเช่นโฉนดที่ดิน , น.ส.3

ฉบับจริง 1 ฉบับ

สำเนา 1 ฉบับ

4)

หนังสือรับรองนิติบุคคล

ฉบับจริง 1 ฉบับ

สำเนา 1 ฉบับ

หมายเหตุ(กรณีเป็นนิติบุคคล)

5)

หนังสือมอบอำนาจ

ฉบับจริง 1 ฉบับ

หมายเหตุ(กรณีมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน)

6)

ใบเสร็จหรือสำเนาใบเสร็จการชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ของปีก่อน

ฉบับจริง 1 ฉบับ

สำเนา 1 ฉบับ

 

 

 

 

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

 

การรับชำระภาษีป้าย

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต

                   ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการรับชำระภาษีป้ายแสดงชื่อยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้เพื่อการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้โดยมีหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขดังนี้

                   1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล) ประชาสัมพันธ์ขั้นตอนและวิธีการเสียภาษี

                   2. แจ้งให้เจ้าของป้ายทราบเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1)

                   3. เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) ภายในเดือนมีนาคม

                   4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีป้ายและแจ้งการประเมินภาษีป้าย (ภ.ป. 3)

                   5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับชำระภาษี (เจ้าของป้ายชำระภาษีทันทีหรือชำระภาษีภายในกำหนดเวลา)

                   6. กรณีที่เจ้าของป้ายชำระภาษีเกินเวลาที่กำหนด (เกิน 15 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน)

ต้องชำระภาษีและเงินเพิ่ม

                   7. กรณีที่ผู้รับประเมิน (เจ้าของป้าย) ไม่พอใจการประเมินสามารถอุทธรณ์ต่อผู้บริหารท้องถิ่นได้ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นชี้ขาดและแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบตามแบบ (ภ.ป.

                   5) ภายในระยะเวลา 60 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติภาษีป้ายพ.ศ. 2510

                   8. กรณีคำขอหรือรายการเอกสารประกอบการพิจารณาไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนและไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ในขณะนั้นผู้รับคำขอและผู้ยื่นคำขอจะต้องลงนามบันทึกสองฝ่ายและรายการเอกสาร/หลักฐานร่วมกันพร้อมกำหนดระยะเวลาให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการแก้ไข/เพิ่มเติมหากผู้ยื่นคำขอไม่ดำเนินการแก้ไข/เพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนดผู้รับคำขอจะดำเนินการคืนคำขอและเอกสารประกอบการพิจารณา

                   9. พนักงานเจ้าหน้าที่จะยังไม่พิจารณาคำขอและยังไม่นับระยะเวลาดำเนินงานจนกว่าผู้ยื่นคำขอจะดำเนินการแก้ไขคำขอหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติมครบถ้วนตามบันทึกสองฝ่ายนั้นเรียบร้อยแล้ว

                   10. ระยะเวลาการให้บริการตามคู่มือเริ่มนับหลังจากเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอได้ตรวจสอบคำขอและรายการเอกสารหลักฐานแล้ว เห็นว่ามีความครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในคู่มือประชาชน

           

                   11. หน่วยงานจะมีการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่พิจารณาแล้วเสร็จตามมาตรา 10 แห่ง พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการพ.ศ. 2558

ช่องทางการให้บริการ

องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน 0-7738-1808

www.naleang.go.th

 

ระยะเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์

(ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา

08:30 - 16:30 น.

 

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม :46 วัน

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

ส่วนที่รับผิดชอบ

1)

การตรวจสอบเอกสาร

เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความครบถ้วนถูกต้องของเอกสารหลักฐาน(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 1 วัน (ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือกองคลัง / องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง))

1 วัน

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

 

2)

การพิจารณา

พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาตรวจสอบรายการป้ายตามแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) และแจ้งการประเมินภาษี

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยื่นแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) (ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ. 2539)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือกองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง))

30 วัน

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

3)

การพิจารณา

เจ้าของป้ายชำระภาษี

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน

(กรณีชำระเกิน 15 วันจะต้องชำระเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือกองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง))

15 วัน

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

 

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

1)

บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐพร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

 

2)

ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

 

3)

แผนผังแสดงสถานที่ตั้งหรือแสดงป้ายรายละเอียดเกี่ยวกับป้ายวันเดือนปีที่ติดตั้งหรือแสดง

ฉบับจริง 1 ชุด

 

4)

หลักฐานการประกอบกิจการเช่นสำเนาใบทะเบียนการค้าสำเนาทะเบียนพาณิชย์สำเนา

ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำเนา 1 ชุด

5)

หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคล) พร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

6)

สำเนาใบเสร็จรับเงินภาษีป้าย (ถ้ามี)

สำเนา 1 ชุด

7)

หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน)

ฉบับจริง 1 ฉบับ

 

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

ลำดับ

ช่องทางการร้องเรียน / แนะนำบริการ

1)

กองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม

โทรศัพท์ 0-4258-3133

เว็ปไซต์ www.naleang.go.th

 

 

การรับชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาต

                   พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี

หน้าที่ในการรับชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินจากทรัพย์สินที่เป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆและที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นนั้นโดยมีหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขดังนี้

                   1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล/เมืองพัทยา) ประชาสัมพันธ์ขั้นตอนและวิธีการชำระภาษี

                   2. แจ้งให้เจ้าของทรัพย์สินทราบเพื่อยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สิน (ภ.ร.ด.2)

                   3. เจ้าของทรัพย์สินยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สิน (ภ.ร.ด.2) ภายในเดือนกุมภาพันธ์

                   4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบแบบแสดงรายการทรัพย์สินและแจ้งการประเมินภาษี(ภ.ร.ด.8)

                   5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับชำระภาษี (เจ้าของทรัพย์สินชำระภาษีทันทีหรือชำระภาษี

ภายในกำหนดเวลา)

                   6. เจ้าของทรัพย์สินดำเนินการชำระภาษีภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินกรณีที่

เจ้าของทรัพย์สินชำระภาษีเกินเวลาที่กำหนดจะต้องชำระเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

                   7. กรณีที่ผู้รับประเมิน (เจ้าของทรัพย์สิน) ไม่พอใจการประเมินสามารถอุทธรณ์ต่อผู้บริหาร

ท้องถิ่นได้ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินโดยผู้บริหารท้องถิ่นชี้ขาดและแจ้งเจ้าของทรัพย์สินทราบ

ภายใน 30 วันนับจากวันที่เจ้าของทรัพย์สินยื่นอุทธรณ์ (ภ.ร.ด.9)

                   8. กรณีคำขอหรือรายการเอกสารประกอบการพิจารณาไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนและไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ในขณะนั้นผู้รับคำขอและผู้ยื่นคำขอจะต้องลงนามบันทึกสองฝ่ายและรายการเอกสาร/หลักฐานร่วมกันพร้อมกำหนดระยะเวลาให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการแก้ไข/เพิ่มเติมหากผู้ยื่นคำขอไม่ดำเนินการแก้ไข/เพิ่มเติมได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดผู้รับคำขอจะดำเนินการคืนคำขอและเอกสารประกอบการพิจารณา

                   9. พนักงานเจ้าหน้าที่จะยังไม่พิจารณาคำขอและยังนับระยะเวลาดำเนินงานจนกว่าผู้ยื่นคำขอจะดำเนินการแก้ไขคำขอหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติมครบถ้วนตามบันทึกสองฝ่ายนั้นเรียบร้อยแล้ว

                   10. ระยะเวลาการให้บริการตามคู่มือเริ่มนับหลังจากเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอได้ตรวจสอบคำขอและรายการเอกสารหลักฐานแล้วเห็นว่ามีความครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในคู่มือประชาชน

                   11.จะดำเนินการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่พิจารณาแล้วเสร็จ

 

 

ช่องทางการให้บริการ

สถานที่ให้บริการ

กองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน

ระยะเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา 08:30 - 16:30 น.

 

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม :31 วัน

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

ส่วนที่รับผิดชอบ

1)

การตรวจสอบเอกสาร

เจ้าของทรัพย์สินยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สิน (ภ.ร.ด.2) เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสาร

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 1 วันนับแต่ผู้รับบริการมายื่นคำขอ 2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือกองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง)

1 วัน

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

 

2)

การพิจารณา

พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาตรวจสอบรายการทรัพย์สินตามแบบแสดงรายการทรัพย์สิน (ภ.ร.ด.2) และแจ้งการประเมินภาษีให้เจ้าของทรัพย์สินดำเนินการชำระภาษี

(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สิน (ภ.ร.ด.2) (ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ) 2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือกองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง)

 

30 วัน

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

 

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

1)

บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐพร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

 

2)

ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

 

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

3)

หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์โรงเรือนและที่ดินพร้อมสำเนาเช่นโฉนดที่ดินใบอนุญาตปลูกสร้าง

หนังสือสัญญาซื้อขายหรือให้โรงเรือนฯ

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

4)

หลักฐานการประกอบกิจการพร้อมสำเนาเช่นใบทะเบียนการค้าทะเบียนพาณิชย์ทะเบียน

ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือใบอนุญาตประกอบกิจการค้าของฝ่ายสิ่งแวดล้อม สัญญาเช่าอาคาร

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

5)

หนังสือรับรองนิติบุคคลและงบแสดงฐานะการเงิน (กรณีนิติบุคคล) พร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

6)

หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน)

ฉบับจริง 1 ฉบับ

สำเนา 0 ฉบับ

 

 

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

ลำดับ

ช่องทางการร้องเรียน / แนะนำบริการ

 

1)

องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง หมู่ที่ 11 ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม

โทรศัพท์ 0-4258-3133 เว็ปไซต์ www.naleang.go.th

 

การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการ

                   หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาตระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2553 กำหนดให้ภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ให้คนพิการลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการ ในปีงบประมาณถัดไป ณ ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนาหรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินเบี้ยความพิการต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

                   1. มีสัญชาติไทย

                   2. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามทะเบียนบ้าน

                   3. มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการคุณภาพชีวิตคนพิการ

                   4. ไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในความอุปการของสถานสงเคราะห์ของรัฐ

ในการยื่นคำขอลงทะเบียนรับเงินเบี้ยความพิการคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการจะต้องแสดงความประสงค์ขอรับเงินเบี้ยความพิการโดยรับเงินสดด้วยตนเองหรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์ผู้อนุบาลแล้วแต่กรณีในกรณีที่คนพิการเป็นผู้เยาว์ซึ่งมีผู้แทนโดยชอบคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถให้ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณียื่นคำขอแทนโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้แทนดังกล่าว

วิธีการ

          1. คนพิการที่จะมีสิทธิรับเงินเบี้ยความพิการในปีงบประมาณถัดไปให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์ผู้อนุบาลแล้วแต่กรณียื่นคำขอตามแบบพร้อมเอกสารหลักฐานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสถานที่และภายในระยะเวลาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนด

          2. กรณีคนพิการที่ได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณที่ผ่านมาให้ถือว่าเป็นผู้ได้ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเบี้ยความพิการตามระเบียบนี้แล้ว

          3. กรณีคนพิการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการได้ย้ายที่อยู่และยังประสงค์ประสงค์จะรับเงินเบี้ย

ความพิการต้องไปแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ที่ตนย้ายไป

ช่องทางการให้บริการ

ช่องทางการให้บริการ

สถานที่ให้บริการ

กองคลังองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน

ระยะเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา 08:30 - 16:30 น.

 

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม : 30 นาที

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

ส่วนที่รับผิดชอบ

1)

การตรวจสอบเอกสาร

ผู้ที่ประสงค์จะขอรับเบี้ยความพิการในปีงบประมาณถัดไปหรือผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้องขอลงทะเบียนและเอกสารหลักฐานประกอบ

(หมายเหตุ: 1. ระยะเวลา : 20 นาที(ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง)2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

20 นาที

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

 

2)

การพิจารณา

ออกใบรับลงทะเบียนตามแบบยื่นคำขอลงทะเบียนให้ผู้ขอ

ลงทะเบียน (หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 10 นาที (ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง) 2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง))

10 นาที

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

 รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

1)

บัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการคุณภาพชีวิตคนพิการพร้อมสำเนา

ฉบับจริง 1 ชุด ลำดับ ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี) สำเนา 1 ชุด

2)

ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา ฉบับจริง 1 ชุด สำเนา 1 ชุด

3)

สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา (กรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยความพิการประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยัง

ชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

ลำดับ ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

4)

บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายพร้อมสำเนาของผู้ดูแล

คนพิการผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์ผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี (กรณียื่นคำขอแทน)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

5)

สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนาของผู้ดูแลคนพิการผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์ผู้อนุบาล

แล้วแต่กรณี (กรณีที่คนพิการเป็นผู้เยาว์ซึ่งมีผู้แทนโดยชอบคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้

ความสามารถให้ผู้แทนโดยชอบธรรมผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณีการยื่นคำขอแทนต้อง

แสดงหลักฐานการเป็นผู้แทนดังกล่าว)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

ลำดับ

ช่องทางการร้องเรียน / แนะนำบริการ

 

1)

สำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง โทรศัพท์ 0-4258-3133

เว็ปไซต์ www.naleang.go.th

 

การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

                   หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข (ถ้ามี) ในการยื่นคำขอ และในการพิจารณาอนุญาตระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 กำหนดให้ภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ให้ผู้ที่จะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปในปีงบประมาณถัดไป และมีคุณสมบัติครบถ้วนมาลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา ณ สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดหลักเกณฑ์

                   1. มีสัญชาติไทย

                   2. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามทะเบียนบ้าน

                   3. มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปซึ่งได้ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                   4. ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานภาครัฐรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ผู้รับบำนาญเบี้ยหวัดบำนาญพิเศษหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนรายได้ประจำหรือ

ผลประโยชน์อย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ ยกเว้นผู้พิการและผู้ป่วยเอดส์ตาม

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.

2548 ในการยื่นคำขอรับลงทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผู้สูงอายุจะต้องแสดงความประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้

                   1. รับเงินสดด้วยตนเองหรือรับเงินสดโดยบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ

                   2. โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามผู้มีสิทธิหรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ

วิธีการ

          1. ผู้ที่จะมีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปีงบประมาณถัดไป ยื่นคำขอตามแบบพร้อมเอกสารหลักฐานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ สถานที่และภายในระยะเวลาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนดด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการได้

          2. กรณีผู้สูงอายุที่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปีงบประมาณที่ผ่านมาให้ถือว่าเป็นผู้ได้ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบนี้แล้ว

          3. กรณีผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพย้ายที่อยู่และยังประสงค์จะรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต้องไปแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ที่ตนย้ายไป

ช่องทางการให้บริการ

สถานที่ให้บริการ

ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง/ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน (หมายเหตุ: (ระยะเวลาเปิดให้บริการ 1 – 30 พฤศจิกายนของทุกปี)

ระยะเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา 08:30 - 16:30 น.

ขั้นตอน ระยะเวลา และส่วนงานที่รับผิดชอบ

ระยะเวลาในการดำเนินการรวม : 30 นาที

ลำดับ

ขั้นตอน

ระยะเวลา

ส่วนที่รับผิดชอบ

1)

การตรวจสอบเอกสาร

ผู้ที่ประสงค์จะขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปีงบประมาณถัดไป

หรือผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานและ

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำร้องขอลงทะเบียนและเอกสาร

หลักฐานประกอบ(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 20 นาที (ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง)

2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหาร

ส่วนตำบลนาเลียง))

20 นาที

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

 

2)

การพิจารณา

ออกใบรับลงทะเบียนตามแบบยื่นคำขอลงทะเบียนให้ผู้ขอลงทะเบียนหรือผู้รับมอบอำนาจ(หมายเหตุ: (1. ระยะเวลา : 10 นาที (ระบุระยะเวลาที่ให้บริการจริง) 2. หน่วยงานผู้รับผิดชอบคือสำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง))

10 นาที

กรมส่งเสริมการ

ปกครองท้องถิ่น

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

1)

บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายพร้อม

สำเนา ฉบับจริง 1 ชุด สำเนา 1 ชุด

2)

ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา ฉบับจริง 1 ชุด สำเนา 1 ชุด

3)

สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา (กรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้ประสงค์ขอรับ

เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร)

ฉบับจริง 1 ชุด สำเนา 1 ชุด

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

ลำดับ

ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี)

4)

หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน)

ฉบับจริง 1 ฉบับ

5)

บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกให้โดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายพร้อม

สำเนาของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

6)

สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนาของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีผู้ขอรับเงินเบี้ยยังชีพ

ผู้ประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประสงค์ขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่าน

ลำดับ ชื่อเอกสาร จำนวน และรายละเอียดเพิ่มเติม (ถ้ามี) ธนาคารของผู้รับมอบอำนาจ)

ฉบับจริง 1 ชุด

สำเนา 1 ชุด

ช่องทางการร้องเรียน แนะนำบริการ

ลำดับ

ช่องทางการร้องเรียน / แนะนำบริการ

 

1)

สำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง โทรศัพท์ 0-4258-3133

เว็ปไซต์ www.naleang.go.th

 

มาตรฐานการปฏิบัติงานตามภารกิจหลัก

                   การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 4 ปี แนวทางระเบียบการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามระเบียกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีแผนพัฒนาท้องถิ่นมีระยะเวลา 4 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดที่กำหนดให้มีระยะเวลา 4 ปี การจัดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาท้องถิ่น 4 ปี ให้ผ่านกระบวนการประชาคมท้องถิ่นเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และกำหนดให้ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เมืองพัทยา จัดทำหรือทบทวนแผนพัฒนาท้องถิ่น 4 ปีให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมก่อนปีงบประมาณถัดไป และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้จัดทำหรือทบทวนแผนพัฒนาท้องถิ่นสี่ปี ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนก่อนปีงบประมาณถัดไปเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถประสานและบูรณาการโครงการพัฒนาที่เกินศักยภาพไว้ในแผนพัฒนาจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด เพื่อนำไปจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีของจังหวัดต่อไป กรณีที่จะขยายเวลาการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ต้องมีเหตุที่จำเป็นอย่างแท้จริงและให้คำนึงถึงระยะเวลาในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบฯ องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง ได้ทำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุง

 

แผนพัฒนาตำบล 4 ปี เป็นแนวทางในการพัฒนาตำบล และเป็นเครื่องมือของผู้บริหารในการวางกรอบการทำงานการพัฒนาตำบลต่อไป

ลักษณะของแผนพัฒนาสามปี

                   แผนพัฒนาสี่ปี เป็นเอกสารที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา แสดง

แนวทางการพัฒนาและวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่ชัดเจน มีโครงการ/กิจกรรมการพัฒนาที่จะดำเนินการเป็นระยะเวลา 3 ปี และการแสดงความเชื่อมโยงกับข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กล่าวคือ องค์การ

บริหารส่วนตำบลใช้การวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นเครื่องมือในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี

เพื่อที่กระบวนการจัดทำงบประมาณเป็นไปด้วยความรอบคอบ และผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

วัตถุประสงค์ของการจัดทำแผนสี่ปี

                   1. เพื่อแสดงความสัมพันธ์เชื่อมโยงและสอดคล้องกันระหว่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา แผน 4 ปีและการจัดทำงบประมาณประจำปี

                   2. เพื่อแสดงแนวทางการพัฒนาในช่วงสามปีที่มีความสอดคล้องและสามารถสนองตอบต่อ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

                   3. เพื่อเป็นการจัดเตรียมโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้อยู่ในลักษณะที่พร้อมจะบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี และนำไปปฏิบัติได้ทันทีเมื่อได้รับงบประมาณ

แผนพัฒนาสามปี มีลักษณะกว้าง ๆ ดังต่อไปนี้

                   1. เป็นเอกสารที่แสดงความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา

                   2. เป็นเอกสารที่จะแสดงความเชื่อมโยงระหว่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา กับงบประมาณ

รายจ่ายประจำปี

                   3. เป็นเอกสารที่แสดงโครงการ/ กิจกรรมการพัฒนาที่จะดำเนินการเป็นห้วงระยะเวลา

                   4. เป็นเอกสารที่จะแสดงความเชื่อมโยงระหว่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากับงบประมาณ

รายจ่ายประจำปี

แนวทางการดำเนินงาน

                   จากแผนผัง/ขั้นตอนการจัดทำแผนสามปี หลังจากที่ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาและแนวทางการพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์แล้ว ก็จะต้องถึงขั้นตอนในการแปลงสู่การปฏิบัติโดยการจัดทำแผนพัฒนาสามปี ซึ่งได้กำหนดขั้นตอนการจัดทำเป็นแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปดำเนินการ 7 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการจัดทำแผน

                   1. หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทำ แผนพัฒนาควรเข้าพบผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อชี้แจง

 

วัตถุประสงค์ความสำคัญและความจำเป็นไปการจัดทำแผนพัฒนาสามปี เพื่อให้ผู้บริหารทราบถึงภารกิจที่จะต้องดำเนินการต่อไปนี้ และดำเนินการเสนอโครงการจัดทำแผนพัฒนาสี่ปี

                   2. หน่วยงานที่รับผิดชอบแจ้งโครงการที่ได้รับอนุมัติให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ได้แก่คณะกรรมการ

พัฒนาท้องถิ่น คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น หน่วยงานภายในขององค์กรปกครองส่วน

ท้องถิ่นและประชาชน

ขั้นตอนที่ 2 การคัดเลือกยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา

                   1. ในขั้นตอนนี้ คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนา จะสรุปยุทธศาสตร์การพัฒนา

และแนวทางการพัฒนาจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา พร้อมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ปัญหาความต้องการของ

ท้องถิ่น รวมทั้งสรุปยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัด/อำเภอ และนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น

                   2. คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น จัดการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น

ประชาคมท้องถิ่นและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณา โดยในการจัดทำแผนพัฒนาสามปีในครั้งแรกให้เวทีการประชุมร่วมกันดังกล่าว คัดเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวทางที่สมควรนำมาใช้เป็นแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาสามปี เพื่อเป็นกรอบในการพิจารณาจัดทำโครงการ/กิจกรรมในแผนพัฒนาสามปี ต่อไป

                   3. เมื่อได้แนวทางการพัฒนาแล้ว เวทีการประชุมร่วมพิจารณาว่าจะมีโครงการ/กิจกรรม

อะไรบ้างที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของแนวทางการพัฒนาที่คัดเลือกมาใช้เป็นกรอบในการพัฒนา

                   4. โครงการ/กิจกรรมที่พิจารณากำหนดอาจมีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในขั้นตอนนี้จะต้องมีการดำเนินการ ดังนี้

                             (1) พิจารณาความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างยุทธศาสตร์หรือระหว่างแนวทางการพัฒนา

                             (2) ให้พิจารณานำโครงการ/กิจกรรมจากแผนชุมชนที่เกินขีดความสามารถในการดำเนินการของชุมชนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนามาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาสามปี

                             (3) มีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ/กิจกรรม เพื่อที่จะบรรลุในแผนพัฒนาสามปีได้อย่างเหมาะสม และนอกจากนั้นยังเป็นการจัดลำดับโครงการไว้เพื่อทำแผนพัฒนาสามปีในช่วงถัดไปด้วย

                             (4) เนื่องจากกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการมีความหลากหลาย ดังนั้น ในชั้นของการพิจารณากำหนดกิจกรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                                      - งบประมาณรายรับ รายจ่าย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                      - ทรัพยากรการบริหารอื่น ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

                                      - ภาคีการพัฒนาที่สามารถเข้ามาร่วมดำเนินการหรือภารกิจรับผิดชอบการดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ เมื่อพิจารณาด้านต่างๆ ดังกล่าวแล้ว จะต้องแยกประเภทของโครงการออกอย่างน้อยสามประเภท คือ

                             - โครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเอง กล่าวคือ มีขีดความสามารถทั้งทางด้านกำลังเงิน กำลังคน วัสดุอุปกรณ์ และความรู้ทางด้านกายบริหารจัดการที่จะดำเนินการได้เอง

                             - โครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอุดหนุนให้หน่วยงานอื่นดำเนินการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เนื่องจากเป็นงานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่

สามารถหรือไม่ประสงค์จะดำเนินการ จึงมอบให้หน่วยงานอื่นดำเนินการแทนโดยการตั้งงบประมาณเป็นเงิน

อุดหนุนให้ตามระเบียบวิธีการของทางราชการ

                             - โครงการที่จะขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ทั้งราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาครัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นๆ และภาคเอกชน อันเนื่องมาจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ หรือเป็นโครงการที่หน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยปฏิบัติ และมีหน้าที่จัดบริการสาธารณะดังกล่าวอยู่แล้ว ทั้งนี้ รวมถึงโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ

ขั้นตอนที่ 3 การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

                   1. การเก็บรวบรวมข้อมูล คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ดำเนินการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการจัดทำแผนพัฒนาสี่ปี ซึ่งนอกจากจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานทั่วไปแล้ว ยังจะต้องวิเคราะห์ว่ายุทธศาสตร์การพัฒนา แนวทางการพัฒนาที่เลือกต้องการข้อมูลประเภทใดเป็นพิเศษต้องการข้อมูลของห้วงเวลาใดและจะเก็บข้อมูลจากแหล่งใด เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาโครงการ/กิจกรรม ได้อย่างถูกต้อง

                   2. การวิเคราะห์ข้อมูล

                             ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ

                             - การประเมินผลการพัฒนาที่ผ่านมา

                             - การคัดเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนา

                             - การจัดลำดับความสำคัญของแนวทางการพัฒนา

                             - การตัดสินใจเลือกแนวทางพัฒนาในห้วงสามปี

โดยมีรายละเอียดในแต่ละกิจกรรม ดังนี้

                   1. การประเมินผลการพัฒนาที่ผ่านมาคณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น สรุปผลการพัฒนาที่ผ่านมาและนำเสนอที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น ประชาคมท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลการพัฒนาท้องถิ่นในรอบปีที่ผ่านมา โดยประเมินทั้งในเชิงประมาณและในเชิงคุณภาพ

                   2. การคัดเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาหลังจาการประเมินผลการพัฒนาในรอบปีที่ผ่านมาแล้ว ให้ที่ประชุมตามข้อ 1 ร่วมกันคัดเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา รวมทั้งสอดคล้องกับปัญหาความต้องการของประชาคม/ชุมชนในห้วงระยะเวลาสี่ปี (ในกรณีดังกล่าวอาจคัดเลือกทุกยุทธศาสตร์การพัฒนามาเป็นกรอบในการจัดทำแผนพัฒนาสามปีก็ได้) ในกรณีที่เห็นว่ามียุทธศาสตร์การพัฒนาใดที่ยังไม่ได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาแต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกำหนดขึ้น ก็อาจกำหนดขึ้นได้แต่ทั้งนี้ต้องแสดงให้เห็นถึงเหตุผลและวัตถุประสงค์ที่มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน และวิสัยทัศน์การพัฒนาท้องถิ่น (และนำไปปรับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาต่อไป)

                   3. การจัดลำดับความสำคัญของแนวทางการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์จะมีแนวทางการพัฒนาที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นในการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้งสิ้น แต่มีความสำคัญจำเป็นเร่งด่วนมากน้อยแตกต่างกัน ที่ประชุมตามข้อ 1 จะต้องร่วมกันจัดเรียงลำดับความสำคัญของแนวทางการพัฒนา การจัดลำดับความสำคัญดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าแนวทางการพัฒนาทุกแนวทาง ได้รับการพิจารณาแล้วว่าต้องดำเนินการแต่ในห้วงระยะเวลาสี่ปีของแผนพัฒนาสามปีนั้น อาจมีแนวทางที่จำเป็นต้องนำมาเน้นการปฏิบัติวิธีการจัดลำดับความสำคัญ มีหลายวิธี ตั้งแต่วิธีง่ายๆ คือ ประชุมตกลงกันหรืออาจใช้วิธีการลงคะแนนคัดเลือกโดยใช้บัตรลงคะแนน เพื่อนำมารวมคะแนนและจัดลำดับ วิธีการจัดลำดับความสำคัญที่เป็นวิทยาศาสตร์อาจใช้วิธี Rating Scale หรือวิธี Strategic lssues Graph หรือวิธีอื่นๆ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งสามารถเลือกวิธีการปฏิบัติได้ตามความเหมาะสม

                   4. การตัดสินใจเลือกแนวทางการพัฒนาในห้วงสี่ปีหลังจากจัดลำดับแนวทางพัฒนาแล้ว ที่ประชุมจะต้องตัดสินใจว่าจะนำแนวทางการพัฒนาเหล่านั้นมาดำเนินการแต่ในการตัดสินใจเลือกนั้น ควรจะได้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปในทางปฏิบัติ เพราะในการจัดลำดับความสำคัญอาจใช้การตัดสินใจของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ดังนั้นเพื่อทบทวนและยืนยันการจัดลำดับว่ามีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริงหรือไม่ จึงควรนำแนวทางการพัฒนามาทำการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคอีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดวัตถุประสงค์ของแนวทางการพัฒนา

                   1. หลังจากได้แนวทางการพัฒนาในช่วงสี่ปีแล้ว ให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาคัดเลือก

วัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์การพัฒนา มาจัดทำเป็นวัตถุประสงค์ของแนวทางการพัฒนา โดยพิจารณาคัดเลือกวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์การพัฒนาจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาในช่วงสี่ปีโดยนำวัตถุประสงค์ดังกล่าวมาจัดทำเป็นวัตถุประสงค์ของแนวทางการพัฒนาในช่วงสี่ปี

ขั้นตอนที่ 5 การจัดทำรายละเอียดโครงการ/กิจกรรมการพัฒนาคณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น พิจารณาคัดเลือกโครงการที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาในช่วงสี่ปี มาจัดทำรายละเอียดโครงการ ในด้านเป้าหมาย ผลผลิต ผลลัพธ์ งบประมาณระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ และตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยเน้นการศึกษารายละเอียดของกิจกรรมที่จะดำเนินการในปีแรกของแผนพัฒนาสี่ปี เพื่อให้สามารถนำไปจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ต่อไป

ขั้นตอนที่ 6 การจัดทำร่างแผนพัฒนาสามปี

                   1. คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น จัดเวทีประชาคม ซึ่งประกอบด้วย

คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น ประชาคมท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอร่างแผนพัฒนาสี่ปีและรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แล้วนำไปปรับปรุงแผนพัฒนาสี่ปีให้สมบูรณ์ ต่อไป

                   2. คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นนำร่างแผนพัฒนาสี่ปีที่ปรับปรุงแล้ว

เสนอคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อพิจารณา

ขั้นตอนที่ 7 การอนุมัติและประกาศใช้แผนพัฒนาสามปี

                   1. คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับประชาคมท้องถิ่น กำหนดประเด็นหลักการพัฒนาให้

สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธะกิจ และจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนารวมทั้สอดคล้องกับปัญหา ความต้องการของประชาคมและชุมชน โดยให้นำข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาจากหน่วยงานต่าง ๆ และข้อมูลในแผนชุมชนมาพิจารณาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาสี่ปี

                   2. คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นรวบรวมประเด็นหลักการพัฒนา ปัญหาความต้องการ และข้อมูลนำมาจัดทำร่างแผนพัฒนาสี่ปี แล้วเสนอคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น

                   3. คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นพิจารณาร่างแผนพัฒนาสี่ปีเพื่อเสนอผู้บริหารท้องถิ่น

                   4. ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาอนุมัติร่างแผนพัฒนาสี่ปีและประกาศใช้แผนพัฒนาสี่ปีสำหรับ

องค์การบริหารส่วนตำบลให้ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอร่างแผนพัฒนาสี่ปีต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนแล้วผู้บริหารท้องถิ่นจึงพิจารณาอนุมัติและประกาศใช้แผนพัฒนาสี่ปี ต่อไปประโยชน์ของแผนพัฒนา 3 ปีการจัดทำแผนสี่ปี เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้พิจารณาอย่าง

รอบคอบให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่อาจมีความเชื่อมโยง และส่งผลทั้งในเชิงสนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อกัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำมาตัดสินใจกำหนดแนวทางการดำเนินงานและใช้ทรัพยากรการบริหารของท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะสูงสุดทรัพยากรการบริหาร โดยทั่วไปประกอบด้วยเงิน ทั้งเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแหล่งงบประมาณภายนอกรวมทั้งมาตรการการประหยัดงบประมาณรายจ่ายด้วยคน ซึ่งหมายถึงความรวมตั้งแต่ผู้บริหารท้องถิ่น พนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ ซึ่งจะมีความแตกต่างหลักหลายทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องนำศักยภาพกำลังคนเหล่านั้นมาใช้ รวมทั้งต้องพัฒนากำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และถ้าพิจารณาในความหมายอย่างกว้างและอาจหมายความรวมถึงประชาชนในท้องถิ่นซึ่งจะมีส่วนในการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

วัสดุอุปกรณ์ หมายถึง เครื่องจักร เครื่องมือ รวมทั้งอาคารสถานที่ที่จะสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการท้องถิ่นให้เกิดการพัฒนาสูงสุด โดยมีการและใช้วัสดุอุปกรณ์ให้มีความทันสมัย เพื่อรองรับความก้าวหน้าของสังคมโดยส่วนรวมได้อย่างเท่าทัน และใช้วัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพการบริหารจัดการ เป็นสิ่งที่จะ

ช่วยขับเคลื่อนทรัพยากรทั้งสามประการข้างต้นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีสภาพการพัฒนาอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องศึกษาและนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ระบบติดตามประเมินผล

                    เนื่องด้วยการติดตามและประเมินผลโครงการเป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินงาน

พัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลจำเป็นต้องทำหน้าที่ติดตามและประเมินผลการพัฒนา สำหรับการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระเบียบได้กำหนดองค์ประกอบของการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่นพ.ศ.2548 หมวด 6 ข้อ 28 ได้กำหนดองค์ประกอบของคณะติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาท้องถิ่นที่สภาท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสามคน ผู้แทนประชาคมท้องถิ่นที่ประชาคมท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ผู้บริหารท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน หัวหน้าส่วนการบริหารที่คัดเลือกกันเองจำนวนสองคน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้บริหารท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน โดยให้คณะกรรมการเลือกคณะกรรมการหนึ่งคนทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ และกรรมการอีกหนึ่งคนทำหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการ โดยคณะกรรมการทั้งหมดให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีและอาจได้รับการคัดเลือกอีกได้แนวทางในการติดตามประเมินผลแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนตำบลระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 หมวด 6 ข้อ 29 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่นไว้ ดังนี้

                   1. กำหนดแนวทางวิธีการในการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา

                   2. ดำเนินการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา

                   3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร

การติดตามและประเมินผลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแผนพัฒนาสี่ปี

                   จุดมุ่งหมายสำคัญของการประเมินผลแผนยุทธศาสตร์นั้น คือ การประเมินว่ามีการนำแผน

ยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติอย่างแท้จริงเพียงใด และได้ผลเป็นอย่างไรเพื่อที่สามารถวัดความสัมฤทธิ์ผลของแผน

ยุทธศาสตร์ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นสมมุติฐานในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับต่อไปได้ ดังนั้นการที่จะประเมินผลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาในภาพรวมได้จำเป็นต้องประเมินผลการปฏิบัติในแต่ละแนวทางการพัฒนาก่อน เพื่อนำไปสู่การวัดความสำเร็จของยุทธศาสตร์ ซึ่งจะแสองให้เห็นได้ว่าการพัฒนาเป็นไปในแนวทางใดบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบสนองต่อวิสัยทัศน์หรือไม่ ดังนั้นในขั้นต้นองค์การบริหารส่วนตำบลโนนกาเล็น จึงต้องติดตามประเมินผลแผนพัฒนาสามปีให้ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริง อันนำมาสู่บทสรุปที่ไม่บิดเบือนจากผลการปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้น

 

 

 

บทที่ 3

ระบบการป้องกัน/การตรวจสอบเพื่อป้องกันการละเว้น

การปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหลัก

..........................................................

                   ระบบการป้องกัน/การตรวจสอบเพื่อป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหลักปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการเน้นหนักเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งปฏิรูประบบบริหารราชการโดยการปรับปรุง คุณภาพ

ข้าราชการในการทำงานโดยเน้นผลงาน การมีคุณภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสานึกในการให้บริการ

ประชาชน สำหรับหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบการทุจริต เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้นสำหรับคำว่า “ทุจริต” มีกฎหมายหลายฉบับที่กำหนดนิยามความหมายไว้ เช่น ประมวล กฎหมายอาญามาตรา ๑(๑) “โดยทุจริต” หมายความว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๐ และ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๔) “ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือนพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘๕ (๒) บัญญัติว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต เป็นการ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษปลดออกหรือไล่ออก การทุจริตตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนนั้น มี หลักหรือองค์ประกอบที่พึงพิจารณา ๔ ประการ คือ

                   ๑. มีหน้าที่ราชการที่ต้องปฏิบัติราชการ ผู้มีหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานที่ราชการหรือ นอกสถานที่ราชการก็ได้ ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบังคับไว้โดยเฉพาะว่าต้องปฏิบัติในสถานที่ราชการและการปฏิบัติ หน้าที่ราชการนั้นไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติในวันและเวลาทำงานตามปกติ อาจปฏิบัติในวันหยุดราชการหรือนอกเวลาราชการก็ได้ การพิจารณาว่ามีหน้าที่ราชการหรือไม่ มีแนวพิจารณาดังนี้

                             ๑.๑ พิจารณาจากกฎหมายหรือระเบียบที่กำหนดหน้าที่ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดย ระบุว่าดำรงตำแหน่งใดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในเรื่องใด

                             ๑.๒ พิจารณาจากมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่ ก.พ. จัดทำ

                             ๑.๓ พิจารณาจากคำสั่งหรือการมอบหมายของผู้บังคับบัญชา

                             ๑.๔ พิจารณาจากพฤตินัย ที่สมัครใจเข้าผูกพันตนเอง ยอมรับเป็นหน้าที่ราชการที่ตน ต้องรับผิดชอบ เช่น ก.พ. ได้พิจารณา เรื่องประจำแผนกธุรการของโรงพยาบาลซึ่งไม่มีหน้าที่รับส่งเงินแต่ได้รับฝาก เงินจากพยาบาลอนามัยผู้มีหน้าที่รับส่งเงิน และการรับฝากเงินนั้นมิใช่รับฝากเงินฐานะส่วนตัว แต่มีลักษณะเป็น การรับฝากเป็นทางราชการเพื่อนำไปส่งลงบัญชีโดยได้เซ็นรับหลังใบเสร็จรับเงินว่า “ได้รับเงินไป

แล้ว” เช่นนี้ ก.พ. วินิจฉัยว่าประจำแผนกผู้นั้นมีหน้าที่ราชการที่ต้องนำเงินส่งลงบัญชี เมื่อไม่นำเงินส่งลงบัญชีและนำเงินไปใช้ส่วนตัวถือ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

                   ๒. ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ “ปฏิบัติหน้าที่ราชการ” หมายความว่า ได้มีการกระทำลงไปแล้ว “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ” หมายความว่า มีหน้าที่ราชการที่ต้องปฏิบัติแต่ ผู้นั้นไม่ปฏิบัติหรืองดเว้นไม่กระทำการตามหน้าที่ การที่ไม่ปฏิบัติหรืองดเว้นไม่กระทำการตามหน้าที่นั้นจะเป็น ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเป็นการจงใจที่จะไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยปราศจาก อำนาจหน้าที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือข้อบังคับ แต่ถ้าเป็นเรื่องปล่อยปละ ละเว้นก็ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่จะเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการส่วนจะเป็นความผิดฐานใด ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป“มิชอบ” หมายความว่า ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ คำสั่งของผู้บังคับบัญชา มติของคณะรัฐมนตรีแบบธรรมเนียมของราชการหรือทำนองคลองธรรม

                   ๓. เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ “ผู้อื่น” หมายถึงใครก็ได้ที่จะได้รับประโยชน์จากการที่ราชการผู้นั้นปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ “ประโยชน์” หมายถึง สิ่งที่ได้รับอันเป็นคุณแก่ผู้ได้รับ ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่าง อื่นที่มิใช่ทรัพย์สิน เช่น การได้รับบริการ เป็นต้น “มิควรได้” หมายถึง ไม่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะได้รับประโยชน์ใดๆ ตอบแทนจากการปฏิบัติ หน้าที่นั้น

                   ๔. โดยมีเจตนาทุจริต การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาลงไปถึงเจตนาของผู้กระทำด้วยว่ามีเจตนาทุจริตหรือมีจิตอันชั่วร้ายคิดเป็นโจร ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมุ่งที่จะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ซึ่งหากการสอบสวนพิจารณาได้ว่า ข้าราชการผู้อื่นใดกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ ว่าการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งควรลงโทษเป็น ไล่ออกจากราชการ การนำเงินที่ทุจริตไปแล้วมาคืนหรือมีเหตุอันควรปราณีอื่นใดไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษ ตามนัยหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร.๐๒๐๕/ว.๒๓๔ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ รวมทั้งอาจจะถูกยึดทรัพย์และดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา ๓(๕) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ และความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับหากข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยฐานทุจริตก็จะต้องถูกลงโทษไล่ออกสถานเดียว รวมทั้งอาจ จำคุกและยึดทรัพย์ ดังนั้น ข้าราชการทุกคนควรพึงละเว้นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการโดยเห็นแก่ประโยชน์ของ ประเทศชาติเป็นสำคัญ ให้สมกับการเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาการละเว้นการปฏิบัติงานซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อพี่น้องประชาชนทั้งทางอ้อมและ

ทางตรง ทำให้ผลประโยชน์ไม่ตกถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง จึงมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการดำเนินงานให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้องค์กรเป็นหน่วยงานในการปฏิบัติงานตามภารกิจให้เกิดผล ตามเป้าประสงค์เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงความสำเร็จหรือล้มเหลวของปฏิบัติงานตามภารกิจใดๆ ก็ตาม ขึ้นอยู่กับการบริหารงาน กล่าวคือ การ

บริหารงานที่ดีจะช่วยให้การดำเนินงานตามโครงการมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ในแต่ละ

ขั้นตอนของการดำเนินงาน และในทางตรงข้าม แม้ว่าการปฏิบัติงานตามภารกิจนั้น ๆ จะออกแบบไว้ดี มีความ

เป็นไปได้ทางเทคนิค งบประมาณ และเงื่อนไขอื่นใดในระดับสูงก็ตามแต่ถ้าการบริหารจัดการไม่ดีการปฏิบัติงานตามภารกิจนั้นก็ไม่สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้

ระเบียบ/ข้อบังคับ ที่บังคับใช้ต่อผู้ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

                   องค์การบริหารส่วนตำบลได้กำหนดมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ดังนี้ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีกำรบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖

                   - หมวด ๕ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนหรือการติดต่อประสานงานระหว่างส่วนราชการด้วยกัน ให้ส่วนราชการแต่ละแห่งจัดทำแผนภูมิขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินการรวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนเปิดเผยไว้ ณ ที่ทำการของส่วนราชการ และในระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจดูได้

                   - หมวด ๖ การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ มาตรา ๓๓ ให้ส่วนราชการจัดให้มีการทบทวนภารกิจของตนว่าภารกิจใดมีความจำเป็นหรือสมควรที่จะได้ดำเนินการต่อไปหรือไม่ โดยคำนึงถึงแผนการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายของคณะรัฐมนตรี กาลังเงินงบประมาณของประเทศ ความคุ้มค่าของภารกิจและสถานการณ์อื่นประกอบกัน

                   - หมวด ๗ การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชนมาตรา ๓๗ ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนหรือติดต่อประสานงานในระหว่างส่วนราชการด้วยกัน ให้ส่วนราชการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงานและประกาศให้ประชาชนและข้าราชการทราบเป็นการทั่วไป ส่วนราชการใดมิได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานใดและ ก.พ.ร. พิจารณาเห็นว่างานนั้น มีลักษณะที่สามารถกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จได้ หรือส่วนราชการได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้ แต่ ก.พ.ร.เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร ก.พ.ร. จะกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติก็ได้ มาตรา ๔๒ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความสะดวกรวกเร็ว ให้ส่วนราชการที่มีอำนาจออกกฎระเบียบ ข้อบังคับหรือประกาศ เพื่อใช้บังคับกับส่วนราชการอื่น มีหน้าที่ตรวจสอบว่ากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศนั้น เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความยุ่งยาก ซ้ำซ้อน หรือความล่าช้า ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการอื่นหรือไม่ เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมโดยเร็วต่อไป มาตรา ๔๓ การปฏิบัติราชการในเรื่องใดๆ โดยปกติให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อ

ประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิส่วน บุคคล จึงให้กำหนดเป็นความลับได้เท่าที่จำเป็น

                   - หมวด ๘ การประเมินผลการปฏิบัติราชการ มาตรา ๔๕ นอกจากการจัดให้มีการประเมินผลตาม มาตรา ๙ (๓) แล้ว ให้ส่วนราชการจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ ความคุ้มค่าในภารกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ ก.พ.ร. กำหนดมาตรา ๔๗ ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล ให้ส่วนราชการประเมินโดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวของข้าราชการผู้นั้นในตำแหน่งที่ปฏิบัติ ประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัดได้รับจากการปฏิบัติงานของข้าราชการผู้นั้น

มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม ของพนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

                   ๑. พึงดำรงตนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ และมีความรับผิดชอบ

                   ๒. พึงปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้

                   ๓. พึงให้บริการด้วยความเสมอภาค สะดวก รวดเร็ว มีอัธยาศัยไมตรี โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

                   ๔. พึงปฏิบัติหน้าที่โดยยึดผลสัมฤทธิ์ของงานอย่างคุ้มค่า

                   ๕. พึงพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ และตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอ

มาตรการป้องกันและต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

                   คณะผู้บริหารและพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง มีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยมีอุดมการณ์ในการมุ่งเสริมสร้างคุณภาพในการบริการประชาชนอย่างมีคุณธรรม และจริยธรรม ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมคนดี มีจิตบริการ และดำเนินชีวิตพอเพียง ภายใต้หลักธรรมาภิบาลดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง จึงขอประกาศเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ดังต่อไปนี้ ให้คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างทุกคนมุ่งเน้นการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงานหรือปฏิบัติงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนในการตรวจสอบเฝ้าระวัง เพื่อสกัดกั้นมิให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบได้

                   1. ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือพบเหตุอันควรสงสัยว่าคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างกระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบ ทั้งในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ให้หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้าหน่วยงานดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายใต้พระราชบัญญัติ

ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ประกอบกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล โดยให้บังคับใช้มาตรการทางวินัย มาตรการทางปกครอง และมาตรการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว

                   2. ในกรณีการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐให้หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ในการควบคุม กำกับดูแล การดำเนินงานให้เป็นไปตามบทบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด

                   3. กรณีที่หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้ถือเป็นความผิดวินัยหรือความผิดทางอาญาแล้วแต่กรณี

                   4. ให้องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียงดำเนินการแสวงหา รวบรวม และดำเนินการอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในการที่จะทราบรายละเอียดและพิสูจน์เกี่ยวกับการทุจริตในองค์กร รวมทั้งติดตาม เร่งรัดผลการดำเนินงานตามข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 และรายงานผลการปฏิบัติงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ

ข้อบังคับองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียงว่าด้วยจรรยาข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง

                   องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง ในฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยมีหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น การดำเนินการด้านการเงิน การคลัง งบประมาณ การพัสดุการจัดเก็บรายได้ การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน วางมาตรฐานการดำเนินงาน จัดบริการสาธารณะ การศึกษาของท้องถิ่นการบริหารงานบุคคลและพัฒนาบุคลากรรวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารงานและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉะนั้น เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกของข้าราชการให้สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมีความโปร่งใสและเป็นธรรม จึงสมควรให้มีข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียงองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง จึงได้กำหนดข้อบังคับจรรยาข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง เพื่อเป็นกรอบมาตรฐานในการประพฤติปฏิบัติตนของข้าราชการและพนักงานจ้างให้มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของข้าราชการ อันจะทำให้ได้รับการยอมรับเชื่อถือและศรัทธาจากประชาชนทั่วไปไว้ดังนี้

                   ข้อ 1 ความซื่อสัตย์ และรับผิดชอบ

                             1.1 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

                             1.2 ใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างประหยัด และโปร่งใส เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แก่ทางราชการ

                             1.3 ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความรู้ ความสามารถ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

                             1.4 รับผิดชอบต่อผลการกระทำของตนเอง และมุ่งมั่น แก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

                   ข้อ 2 การมีจิตสำนึกมุ่งบริการและให้คำปรึกษา

                             2.1 ให้บริการแก่ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนอย่างเท่าเทียมกันด้วยความเต็มใจ

                             2.2 ให้คำปรึกษาแนะนำแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน

                   ข้อ 3 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน

                             3.1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมุ่งประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของงาน เพื่อให้เกิดผลดีและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

                             3.2 ขยัน อุทิศตน และมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จตามเป้าหมาย

                             3.3 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสามัคคี มีน้ำใจ เพื่อให้บรรลุภารกิจของหน่วยงาน

                             3.4 พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

                   ข้อ 4 การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม

                             4.1 ตัดสินใจบนหลักการ ข้อเท็จจริง เหตุผลเพื่อความยุติธรรม

                             4.2 ไม่มีอคติในการปฏิบัติหน้าที่

                   ข้อ 5 การดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

                             5.1 วางแผนการดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย พร้อมที่จะเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลง

                             5.2 ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า มีเหตุผล และไม่ฟุ่มเฟือยเกินฐานะของตนเอง

                             5.3 ปฏิบัติตามหลักศาสนา รู้จักพึ่งตนเอง และ ลด ละ เลิกอบายมุข

                   ข้อ 6 การยึดมั่นและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

                             6.1 ยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตน

                             6.2 กล้าหาญ และยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

                             6.3 ปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ เพื่อนข้าราชการและพนักงานจ้าง

                   ข้อ 7 ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

                             7.1 เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในขอบเขตของกฎหมาย

                             7.2 พร้อมรับการตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อผลของการตรวจสอบ

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐

                   ภายใต้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ มุ่งเน้นการประเมินความโปร่งใส ของหน่วยงานของรัฐใน ๓ มิติ คือ มิติการเปิดเผยและการตรวจสอบได้มิติการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และ มิติของการดำเนินการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในลักษณะของการจัดเตรียม ความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสาร เอกสาร หลักฐานและระดับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนที่ สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐได้มีการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อรองรับการประเมินผลจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐานและตัวชี้วัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ อันจะส่งให้การพัฒนาระบบบริหาร ราชการแผ่นดินและการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ ของภาครัฐและ ประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและมีความสอดคล้องกับ นโยบายการบริหารของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและ สื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง เป็นธรรม และรวดเร็ว มาตรฐานและตัวชี้วัดความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐ มีความสำคัญ ต่อการบริหารจัดการที่มีคุณค่าและมี ประสิทธิภาพ โดยเป็นกระบวนการที่หน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินการเพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตสามารถเปิดเผยและตรวจสอบได้จากทุกฝ่ายรวมทั้งการให้ การบริการแก่ประชาชนบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวมาตรฐานและตัวชี้วัดความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐที่กำหนดภายใต้ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการพ.ศ.๒๕๔๐ มีประโยชน์ทั้งต่อภาคประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ ดังนี้

ประโยชน์ต่อภาคประชาชน

                   ๑. ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วในการรับบริการด้านข้อมูลข่าวสารและกระบวนการทำงานอื่นๆจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ

                   ๒. สามารถรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการได้อย่าง ถูกต้องและรวดเร็ว

                   ๓. สามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและกระบวนการทำงานของ หน่วยงานภาครัฐได้

                   ๔. มีความเข้าใจและมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและสังคม

                   ๕. สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ของ หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะการใช้ช่องทางผ่าน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

ประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐ

                   ๑. มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติงานที่กำหนด ภายใต้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐

                   ๒. มีแนวทางในการบริหารจัดการภายในองค์กรที่สอดคล้อง กับความโปร่งใสที่แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการดำเนินการที่สามารถเปิดเผยและ ตรวจสอบได้ทั้งในเชิงข้อมูลและกระบวนการ

                   ๓. มีเกณฑ์มาตรฐาน ตัวชี้วัด แนวทางการประเมินผล และสามารถใช้เกณฑ์มาตรฐานและตัวชี้วัดดังกล่าวเป็นตัวแบบในการประเมินตนเอง ภายใต้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

                   ๔. หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้เกณฑ์มาตรฐานและตัวชี้วัดความ โปร่งใส เป็นแบบประเมินเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการตรวจประเมินของ หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจประเมินตามกฎหมายหรือเพื่อกิจการอื่น

                   ๕. ได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจาก ทางราชการและสามารถพัฒนาระบบกลไกใน การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง เป็นธรรม และรวดเร็ว มาตรฐานและตัวชี้วัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย เกณฑ์มาตรฐานมีความครอบคลุมแนวคิด และกระบวนการปฏิบัติงานที่แสดงถึงความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยเกณฑ์มาตรฐานความโปร่งใสการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนและกระบวนการบริหารจัดการของ ภาครัฐ โดยมีตัวชี้วัดมาตรฐานความโปร่งใสด้าน การบริหารงาน ๕ ประการ ได้แก่

                   ๑. การจัดทำและเผยแพร่โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน

                   ๒. การจัดทำวิสัยทัศน์พันธกิจและแผนปฏิบัติการประจำปีของหน่วยงาน

                   ๓. การกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยงาน

                   ๔. การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการประจำปี

                   ๕. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการของหน่วยงาน มาตรฐานและ ตัวชี้วัดความโปร่งใสด้านการให้บริการแก่ประชาชนมาตรฐานความโปร่งใสด้านการให้บริการแก่ประชาชน เป็นมาตรฐาน เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ของหน่วยงานภาครัฐที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำหน้าที่โดย ความซื่อสัตย์สุจริตไม่มีการเลือกปฏิบัติและการขจัดข้อโต้แย้งที่ไม่เป็นธรรมโดยเป็น การกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการให้บริการการเลือกใช้ช่องทางการ ให้บริการที่เหมาะสมกับการให้บริการ รวมไปถึงการประเมินความพึงพอใจของประชาชน โดยมีตัวชี้วัด มาตรฐานความโปร่งใสด้านการให้บริการแก่ประชาชน ๖ ประการ ได้แก่

                   ๑. การกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้บริการแก่ประชาชน

                   ๒. การให้บริการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

                   ๓. การเลือกใช้ช่องทางการให้บริการที่เหมาะสมกับการให้บริการ

                   ๔. การจัดให้มีช่องทางและกลไกในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของประชาชน

                   ๕. การประเมินผลความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ

                   ๖. การจัดทำระบบข้อมูลทางสถิติและสรุปผลการให้บริการแก่ประชาชน

ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงเปิดเผย การตรวจสอบได้และการส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของ

ราชการและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของภาคประชาชน ตามเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐การประเมินการประเมินความสมบูรณ์ของขั้นตอนและการปฏิบัติงานของหน่วยงาน โดยพิจารณาจากระดับความสมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร และขั้นตอนการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐในเชิงคุณภาพที่มีความก้าวหน้าในด้านข้อมูลข่าวสาร หลักฐาน และความสามารถในการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นการปฏิบัติงานที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น โดยมีการวัดค่าของความสมบูรณ์ของกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติงาน มีมาตรฐานความโปร่งใสด้านการติดตามและประเมินผล เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการเปิดเผยให้เห็นถึงระบบการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ โดยเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดสำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของหน่วยงาน การจัดให้มีกลไกการตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกที่มีความเป็นอิสระการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การติดตามและประเมินผลและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและประเมินผลการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีตัวชี้วัดมาตรฐานความโปร่งใสด้านการติดตามและประเมินผล ๕ ประการ ได้แก่

                   ๑. การจัดทำหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดการติดตามประเมินผลการ ปฏิบัติงานของหน่วยงาน

                   ๒. การจัดให้มีระบบและกลไกการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ที่เหมาะสม

                   ๓. การจัดให้มีระบบและกลไกการปฏิบัติการเพื่อรองรับการตรวจ ประเมินจากหน่วยงาน ภายนอก(External Audit) ที่เป็นอิสระ

                   ๔. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามและ ประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน

                   ๕. การรายงานผลการประเมินการปฏิบัติงานของหน่วยงานตาม แผนปฏิบัติการประจำปี มาตรฐานความโปร่งใสด้านการเปิดเผยและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นมาตรฐานในการเปิดเผย และการส่งเสริมสิทธิการเข้าถึงการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของราชการ การจัดระบบและช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาศักยภาพของระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารความโปร่งใส และการจัดการความรู้ของหน่วยงาน ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

กลไกการตรวจสอบภายในเป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินผล

                   วิธีการประเมิน พิจารณา จากการปฏิบัติการตามแผนปฏิบัติการประจำปีของหน่วยงานที่มีความสอดคล้องกับแผนงาน งบประมาณ ความรับผิดชอบ และ ระยะเวลาตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปี และพิจารณาผลการปฏิบัติการของหน่วยงาน เกณฑ์มาตรฐานการประเมิน

                   ๑. มีการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคลและส่วนงานภายในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ตามแผนปฏิบัติการประจำปี

                   ๒. มีการปฏิบัติหน้าที่ตามแผนปฏิบัติการประจำปีภายใต้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปี

                   ๓. มีการประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละส่วนงานภายในหน่วยงาน โดยพิจารณาจากผลการนำแผนปฏิบัติการประจำปีของหน่วยงานไปปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลาหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติของหน่วยงาน หมายถึง การที่บุคลากรและหน่วยงานได้มีการให้บริการ แก่ประชาชนตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติซึ่งเป็นการให้บริการตามแนวทางและระบบที่หลากหลาย เช่น การบริการตามลำดับก่อน-หลัง หรือการให้การบริการที่เหมาะสมกับภารกิจและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และถูกต้องแก่ประชาชนผู้มารับบริการ

วิธีการประเมิน

                   จากการให้บริการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่หน่วยงาน กำหนดไว้ว่ามีหรือไม่มีกา-70-รให้บริการ ตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร และพิจารณาจากความหลากหลายในการให้บริการแก่ประชาชน เกณฑ์ มาตรฐานการประเมิน

                   ๑. มีการให้การบริการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้

                   ๒. มีการให้การบริการภายในระยะเวลาที่กำหนด

                   ๓. มีการให้บริการเรียงตามลาดับก่อน-หลัง

การที่หน่วยงานได้มีการกำหนดและดำเนินการเพื่อพัฒนาระบบการให้คุณ ให้โทษ และการ จัดทำ

กิจกรรมการเสริมสร้างขวัญและกาลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในหน่วยงาน โดยเป็นการกำหนด

รูปแบบและเกณฑ์ มาตรฐานในการพิจารณาให้โทษแก่บุคลากรที่กระทำความผิดตามกฎระเบียบของ ราชการและจริยธรรมของหน่วยงาน รวมทั้งการสนับสนุนและให้รางวัลแก่บุคลากรที่ มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรมี ขวัญกาลังใจในการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม วิธีการประเมิน พิจารณาจากการกำหนดและดำเนินการเพื่อพัฒนาระบบการให้คุณ ให้โทษ และการสร้างขวัญกาลังใจแก่บุคลากรในหน่วยงาน และพิจารณาจากขั้นตอนและกระบวนการพัฒนาระบบการ ให้คุณ/ให้โทษแก่บุคลากรในหน่วยงานสำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานในภาพรวม เพื่อให้มีติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในหน่วยงานและเพื่อการพัฒนาระบบ การติดตามและประเมินผลของหน่วยงาน โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพ/ผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรวมทั้งมีการกำหนดวิธีการประเมินผลตามหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ และมีการเผยแพร่หลักเกณฑ์ ตัวชี้วัด และวิธีการประเมินให้บุคลากร/สาธารณชนได้รับทราบการจัดทำรายงานผลการติดตามประเมินผลการทางานของหน่วยงาน เกณฑ์มาตรฐานการประเมิน

                   ๑. การจัดแผนงาน กิจกรรม/โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการติดตามและประเมินผลการทำงานของหน่วยงาน เช่น การจัดเวทีประชาคม/สาธารณะ

                   ๒. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชน เพื่อส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการติดตามและประเมินผลการทำงานของหน่วยงานกำหนดไว้โดยจะต้องมีการเผยแพร่ผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ให้เป็นที่ รับทราบโดยทั่วไป

วิธีการประเมิน พิจารณาจากการจัดทำรายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ตามแผนปฏิบัติการประจำปีของหน่วยงาน

                   ๑. พิจารณาจากช่องทางในการเผยแพร่ผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน การจัดทำรายงานผลการประเมินการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการประจำปีพร้อมทั้งวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการ ดำเนินการตาม แผนการปฏิบัติการประจำปี

                   ๒. มีการเผยแพร่ผลการประเมินการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการประจำปีให้เป็นที่รับรู้ของ บุคคลทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน ที่ศูนย์ข้อมูล ข่าวสารของหน่วยงาน และทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน หลักฐานประกอบการตรวจสอบ/ข้อมูลที่ต้องการมาตรการควบคุมการปฏิบัติงานการควบคุม หมายถึง กระบวนการที่กระทำให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานได้ดำเนินการไปตามแผนที่กำหนดไว้ หรือถ้าจะให้ความหมายที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของผู้ควบคุมชัดเจนขึ้นก็หมายถึง การบังคับให้กิจกรรม ต่างๆเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ จากความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เมื่อมีการศึกษาผลการปฏิบัติงานตามแผนปรากฏว่าไม่เป็นไปตามทิศทาง กรอบ หรือข้อกำหนดที่วางไว้ ผู้ควบคุมหรือผู้บริหารจะต้องดำเนินการอย่าง อย่างหนึ่งจะแก้ไขปรับปรุงให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนดังกล่าว มิฉะนั้นแล้วแผนก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

การควบคุมอำนาจแบ่งตามลักษณะของสิ่งที่ถูกควบคุมออกเป็น ๕ ประเภทด้วยกัน คือ

                   ๑. การควบคุมผลการปฏิบัติงาน (Product Control) เป็นการควบคุมผลผลิตของโครงการเพื่อ จัดการให้โครงการผลิตได้ปริมาณตามที่กำหนดไว้ในแผน เรียกว่า การควบคุมปริมาณ (Quantity Control) และควบคุมให้ผลผลิตที่ได้มีลักษณะและคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้เรียกว่าการควบคุมคุณภาพ (Quality Control) การควบคุมในข้อนี้รวมถึงการควบคุมเวลาของโครงการด้วย คือการควบคุมให้โครงการสามารถผลิตผลงานได้ปริมาณและคุณภาพตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้

                   ๒. การควบคุมบุคลากร (Personal or Staff Control) เป็นการควบคุมพฤติกรรมการ ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโครงการ โดยควบคุมให้ปฏิบัติงานตามวิธีที่กำหนดไว้ และให้เป็นไปตาม กำหนดการโครงการ ควบคุมและบำรุงขวัญพนักงาน ความประพฤติ ความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบ ตลอดจนควบคุมด้านความปลอดภัยของพนักงานด้วย

                   ๓. การควบคุมด้านการเงิน (Financial Control) ได้แก่ การควบคุมการใช้จ่าย (Cost - Control) การควบคุมทางด้านงบประมาณ (Budget Control) ตลอดจนการควบคุมทางด้านบัญชีต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการเสียค่าใช้จ่ายต่ำสุด และมีเหตุผลเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

                   ๔. การควบคุมทรัพยากรทางกายภาพ (Control of Physical Resources) ได้แก่ การ ควบคุมการใช้จ่ายทรัพยากรประเภทวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ อาคารและที่ดินตลอดจนแรงงานในการเป็นปัจจัย นาเข้าของโครงการเพื่อให้เกิดการประหยัดในการใช้ทรัพยากรดังกล่าว

                   ๕. การควบคุมเทคนิควิธีการปฏิบัติงาน (Control of Techniques or Procedure) ได้แก่ การควบคุมกำกับดูแลเทคนิคและวิธีการปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามหลักวิชาที่กำหนดไว้ สำหรับการ ปฏิบัติงานประเภทนั้นๆ โดยจะต้องควบคุมทั้งเทคนิควิธีที่มองเห็นและเข้าใจง่าย เช่น โครงการพัฒนา สังคม วัฒนธรรม การส่งเสริมประชาธิปไตยหรือโครงการพัฒนาชนบท เป็นต้นความสำคัญของการติดตามและการควบคุม

ความสำคัญ ความจำเป็นและประโยชน์ของการติดตามและการควบคุมนั้น อาจพิจารณาได้ จากประเด็น

ต่อไปนี้

                   ๑. เพื่อให้แผนบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ประโยชน์ในข้อนี้นับว่าเป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดของการติดตามและการควบคุมโครงการ ทั้งนี้เพราะวัตถุประสงค์และเป้าหมายถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ หากไม่มีการยึดเป้าหมายและวัตถุประสงค์เป็นหลักแล้ว เราก็ไม่ทราบว่าจะทาโครงการนี้ไปทาไม เมื่อเป็นเช่นนี้ การติดตามและควบคุมการปฏิบัติงานต่างๆ ที่จะช่วยประคับประคองให้โครงการบรรลุสิ่งที่มุ่งหวังดังกล่าวจึงถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งของผู้บริหารโครงการ

                   ๒. ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ผู้บริหารที่ดีจะต้องควบคุมเวลาและค่าใช้จ่ายของโครงการ โดยการเสนอแนะเทคนิควิธีการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพให้ซึ่งจะสามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายของโครงการลงไป ได้มากทำให้สามารถนาทรัพยากรที่ลดลงไปใช้ประโยชน์กับโครงการอื่น หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้

                   ๓. ช่วยกระตุ้น จูงใจ และสร้างขวัญกาลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน การติดตามควบคุมนั้นไม่ใช่เป็นการจับผิดเพื่อลงโทษ แต่เป็นการแนะนำช่วยเหลือโดยคำนึงถึงผลสำเร็จของโครงการเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น ผู้นิเทศงานและผู้ควบคุมงานที่ดีมักจะได้รับการต้อนรับจากผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกกระตือรือร้น เพราะมีพี่เลี้ยงมาช่วยแนะนำช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง ขวัญกาลังใจที่จะปฏิบัติงานต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ก็จะมีมากขึ้น

                   ๔. ช่วยป้องกันและความเสียหายรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โครงการบางโครงการถ้ามีการควบคุมไม่ดีพออาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้ และหากพบความเสียนั้นแต่ต้นลักษณะของเหตุการณ์ที่เรียกว่า“สายเกินแก้” ก็จะไม่เกิดขึ้น

                   ๕. ทำให้พบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเนื่องมาจากโครงการนั้น ทั้งนี้ในขณะที่ทำการติดตามและควบคุมนั้นผู้บริหารจะมองเห็นปัญหาอันเป็นผลกระทบต่างๆ ของโครงการหลายประการ จึงจะสามารถจัดหามาตรการ ในการป้องกันแก้ไขได้อย่างถูกต้อง เช่น โครงการสร้างถนนเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร อาจก่อให้เกิดปัญหาการลักลอบตัดไม้เถื่อนโดยใช้ถนนสายนั้นเป็นเส้นทางขนส่ง เป็นต้น

                   ๖. ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้เห็นเป้าหมายวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานของงานได้ชัดเจนขึ้น โดยปกติโครงการต่างๆ มักจะกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้ามายไว้อย่างหลวม ๆ หรือใช้คาที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมสูงเช่น คาว่าพัฒนา ขยาย ปรับปรุง กระตุ้น ยกระดับ ฯลฯ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงาน หรือแม้กระทั่งผู้บริหารมองไม่ เห็นเป้าหมายได้ชัดเจน ไม่อาจปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่ถูกต้องได้ เมื่อมีการติดตามและควบคุมโครงการ จะต้องมีการทำให้วัตถุประสงค์และเป้าหมายรวมทั้งมาตรฐานต่างๆ ชัดเจนขึ้น เพื่อจะได้สามารถเปรียบเทียบและทำการควบคุมได้กล่าวโดยสรุปได้ว่า การติดตามและการควบคุมเป็นเครื่องมือสำคัญของกระบวนการบริหาร และกระบวนการวางแผน ทำให้การดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบายที่กำหนดไว้การติดตามและการควบคุม นั้นเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน มักจะใช้ควบคู่กันไม่ได้มีการแยกกันอย่างอิสระ กล่าวคือเมื่อมีการติดตามดูผลการทำงานว่าเป็นอย่างไรแล้ว ก็ต้องมีการควบคุมเพื่อปรับปรุงปฏิบัติงานดังกล่าวให้ไปสู่ทิศทางที่ต้องการและในทางกลับกัน ใครหรือหน่วยงานใดก็ตามที่จะทาหน้าที่ควบคุม

view